กรณ์ จาติกวณิช แนะระวังความไม่แน่นอนของระบบการซื้อขาย Bitcoin ในช็อตเด็ด Together EP15

“กรณ์ จาติกวณิช” ห่วง SMEs ถูกทอดทิ้งจากการเกิดของ Startup พร้อมแนะนักลงทุนระวังความไม่แน่นอนระบบการซื้อ-ขาย Bitcoin เผย เตรียมศึกษาความเป็นไปได้ สร้าง B coin สกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิตอล

คุณกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความเป็นห่วงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเห็นว่ากลุ่มที่จะเข้าถึงนโยบายนี้และได้รับการสนับสนุนคือ บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทั้งทุนและมีทั้งตลาดรองรับ และกลุ่มเกษตรกรพันธุ์ใหม่ที่ทำการศึกษาเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้กับภาคการเกษตร

ส่วนกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ เกษตรในกลุ่ม Mass ที่ยังขาดช่องทางการเข้าถึงข้อมูลและการช่วยเหลือด้านต่างๆด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดช่องว่าง ส่วนธุรกิจในกลุ่ม SMEs อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากขณะนี้ทั้งภาครัฐและเอกชน
หันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจในกลุ่ม Startup จากกระแสที่เป็นธุรกิจยุคใหม่ โดยยอมรับ Startup เป็นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ง่ายกว่า แต่ SMEs มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมมากกว่า

คุณกรณ์ ยังได้พูดถึงกระแสในภาคการลงทุนในรูปแบบการซื้อขาย Bitcoin โดยส่วนตัวยอมรับในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น แต่การซื้อขาย Bitcoin เป็นสิ่งที่ไม่มีกฎกติกาตายตัว ไม่มีหน่วยงานใด ๆ มารองรับ ซึ่งถือว่ายังมีความไม่แน่นอน ของระบบซิ้อ-ขาย ในตลาด

“มีกฎกติกาการผลิตที่ตายตัว แต่ไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีใครไปแก้กติกาได้ เราเชื่อมั่นได้สูงในแง่มุมนี้ดีกว่าทองคำอีก มันคือเงินรึเปล่า มันอยู่ที่ว่ามนุษย์จะยอมรับมันรึเปล่า ส่วนตัวผมไม่มั่นใจในตัวราคาความเสี่ยงคือ ตัวตลาดในการซื้อขาย ซื้อแล้วไม่ได้เงินจะร้องเรียนกับใคร และซื้อแล้วจะเก็บที่ไหน ถ้าจะมีบิตคอยวันนี้ เรียกว่าต้องเสี่ยงดวงกัน เป็นการต่อสู้ระหว่าง ความโลภกับความกลัว สักวันหนึ่งความกลัวจะชนะความโลภ แล้วราคามันจะลงมา”

คุณกรณ์ เปิดมุมมองว่า หากปัจจุบันตนอยู่ฐานะที่ได้บริหารนโยบายด้านการเงินการคลังของประเทศ จะเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ที่จะสร้างสกุลเงินบาทในรูปแบบดิจิตอล หรือ B coin โดยมี Bitcoin เป็นกรณีศึกษาถึงข้อดีข้อเสีย ซึ่งในบทบาทภาคเอกชนขณะนี้กำลังทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้อยู่เช่นกัน

คุณกรณ์ ยังได้พูดถึง บทบาทของตนเองในการช่วยเหลือเกษตรกรโดยไม่หวังผลกำไรในโครงการ “ข้าวอิ่ม” โดย
เป้าหมายคือ ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ ลดหนี้ มีศักดิ์ศรีในอาชีพเกษตรกรของไทย เบื้องต้นเริ่มที่ข้าวโดยระบุว่า ที่ผ่านมาชาวนาไทยเสียเปรียบทุกด้าน ทั้งที่พันธุ์ข้าว นาข้าว และคุณภาพข้าวของไทย ถือว่าติดอันดับดีที่สุดในโลก จึงนำจุดแข็งดังกล่าวนี้มากำหนดยุทธศาสตร์ ในโครงการ “ข้าวอิ่ม” ด้วยการขายข้าวโดยตรงให้กับผู้บริโภค พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ให้เป็นข้าวในระดับพรีเมี่ยม สร้างอำนาจต่อรองในตลาด โดยในส่วนของบรรจุภัณฑ์ ถือว่าสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งในโครงการนี้ได้ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา หรือหมู อาซาว่า
ดีไซน์เนอร์ชื่อดังของเมืองไทย เป็นจิตอาสาช่วยออกแบบถุงข้าวให้กับโครงการ

คุณกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดของข้าวไทย โดยใช้หลักการสร้างคุณค่า สร้างค่านิยม ให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้มค่าและยินดีที่จะจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพของสินค้าที่ได้มาอย่างเต็มใจ พร้อมทั้งเกิดความภักดีต่อแบรนด์
ในระยะยาวด้วย

“ยกตัวอย่างไวน์ฝรั่งเศส ทำไมผู้บริโภคยินดีจะจ่ายขวดหลักพันหลักหมื่น เพราะเค้ามองว่ามันคุ้มต่อราคา เราต้องทำให้ข้าวไทยเป็นแบบนั้น
ทุกอย่างอยู่ที่คุณค่าและค่านิยม“

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here