Mindful-eating-featured-image

สัปดาห์ที่แล้ว คนใกล้ ๆ ตัวผมได้รับผลตรวจสุขภาพประจำปี บางคนได้ผลการตรวจที่น่าใจหาย บ้างก็ไตรกลีเซอไรด์สูง บ้างก็คอเลสเตอรอลชนเพดาน บ้างก็ความดันต่ำ เห็นแล้วถึงกับมือสั่นใจสั่นกันเลยทีเดียว ลองถาม ๆ ดูว่าเพราะอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า คุณหมอวินิจฉัยว่า สาเหตุน่าจะมาจากการกินอาหารแบบตามใจปาก แถมไม่ค่อยออกกำลังกายด้วย

น่ากลัวนะครับ เพราะบางคนแลดูสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไม่มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคอะไรง่าย ๆ แต่ที่ไหนได้ ตัวเลขและค่าต่าง ๆ ในร่างกายมันฟ้องออกมากันคนละด้าน แล้วกินแบบไหนถึงจะดีต่อร่างกาย กินแค่ไหนถึงจะพอ

ก็ “กินอย่างมีสติ” ครับ

พระไพศาล วิสาโล

กินดีวิถีพุทธ กินอย่างมีสติ

ผมขออาศัยช่วงเวลาแห่งการสำนึกรู้ ชวนทุกท่านลุกขึ้นมาปฏิวัติการกินกันใหม่โดยขอน้อมนำวรรคทองของวรรคธรรม ที่เคยได้ยินได้ฟังพระไพศาล วิสาโล เทศน์เรื่อง “กินอย่างมีสติ” มาเล่าสู่กันฟังว่า การมีสติทำให้เรารู้ว่ากินแค่ไหนถึงจะพอ

ถ้าเราไม่มีสติ เรากินตามใจปาก กินโดยคำนึงถึงแต่รสชาติของอาหาร  ถ้าอร่อยก็กินไม่หยุด กินมากเกินไป ก็ทำให้เกิดโรคอ้วน ทำให้มีโรคอื่น ๆ ตามมา แต่ในทางตรงข้าม อาหารไหนไม่อร่อยก็ไม่กินทั้ง ๆ ที่มีประโยชน์ ก็ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นไป เดี๋ยวนี้ผู้คนกินเพราะความอร่อย และสีสันสวยงาม ที่อร่อยและดูสวยก็เพราะมีการเติมสารปรุงแต่งหรือสารเคมีเข้าไป ถ้ากินเข้าไปมาก ๆ สุขภาพก็แย่ บางทีสมองก็ได้รับผลกระทบด้วยเพราะสารเคมีในอาหารเหล่านี้มีผลเสียต่อสมอง

ดังนั้น เพียงแค่สนใจว่ากินอะไรยังไม่พอ ต้องรู้จักกินอย่างไรด้วย โดยปกติก่อนพระฉันท่านจะสวดภาษาบาลี นั่นคือสวดปัจจเวกขณ์ สวดเพื่อเตือนใจว่าเรากินเพื่ออะไร ไม่ใช่กินเพื่อประดับประดา ไม่ใช่กินเพื่อความเมามันเอร็ดอร่อย ไม่ได้กินเพื่อความโก้เก๋ เพื่อภาพลักษณ์ เพื่อทรวดทรงรูปร่าง แต่เรากินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้ เพื่อประโยชน์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งพรหมจรรย์ในที่นี้หมายถึงชีวิตอันประเสริฐ เริ่มตั้งแต่การมีศีลห้า คือไม่เบียดเบียน

เมื่อได้พิจารณาจากที่พระท่านสอนก็พอสรุปได้ว่า กินอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่ากินอย่างไร แม้ว่าจะกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ แต่ถ้ากินแบบไม่มีสติ ไม่ใช้ปัญญามันก็เกิดโทษ

ฉะนั้นเราหันมากินให้อร่อยแบบพุทธกันเถอะครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here