จับกระแสก่อนโหวตนายก

มีความชัดเจนแล้วว่า วันพุธที่ 5 มิถุนายนนี้ จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ห้องประชุมทีโอที สำนักงานใหญ่ แจ้งวัฒนะ

โดยนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

อธิบายขั้นตอนว่า ในช่วงเช้าวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 9.00 น.จะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ ส.ส. ใหม่จำนวน 4 คน ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ หลังจากนั้นเวลา 11.00 น. จึงเป็นการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ส่วนขั้นตอนการลงคะแนนเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดไว้ใน “ข้อบังคับ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2560” หมวด 5 ว่าด้วยการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี โดยสรุปดังนี้

• ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าของสมาชิกที่มีอยู่ หรือ 25 คนขึ้นไป จาก ส.ส. ทั้งหมด 500 คน

• การเสนอชื่อต้องมีเสียง ส.ส. รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของ ส.ส. ที่มีอยู่ (50 คน จาก 500 คน)

• การลงคะแนนเลือกนายกฯ ให้กระทําเป็นการเปิดเผย โดยเลขาธิการจะเรียกชื่อสมาชิกตามลําดับอักษร ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายบุคคล โดยการกล่าว “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง”

• มติเห็นชอบต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (376 จาก 750 คน) หากคะแนนเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ออกเสียงลงคะแนนชื่อคนต่อไป

• หากลงคะแนนแล้วไม่มีใครได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ก็ให้เริ่มกระบวนการใหม่ซ้ำ จนกว่าจะมีผู้ได้คะแนนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

จับตาเพื่อไทย – อนาคตใหม่ ตัดสินใจส่งใครชิงนายกฯ

ด้วยคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ข้างต้นนี้ ทำให้มีพรรคการเมืองที่เข้าเกณฑ์จะเสนอชื่อนายกฯ ได้ เหลือเพียง 5 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย

ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย และพรรคการเมืองพันธมิตรที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจนแล้วว่าจะเสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ และพรรคการเมืองอื่นรวม 7 พรรค ยังไม่ได้ข้อยุติ และคาดว่าจะมีการเรียกประชุมพรรคในวันอังคารที่ 4 มิถุนายน ก่อนการประชุมเพื่อโหวตนายกฯ ในวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อหาข้อสรุปว่าจะเสนอใคร ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยจะต้องตกลงร่วมกับพรรคอนาคตใหม่

ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทย เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะสนับสนุนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายภูมิธรรม เวชชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้เหตุผลว่า พรรคเพื่อไทยไม่ติดใจ และไม่ยึดติดว่าคนที่จะชิงนายกฯ ต้องเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

ขอให้มีเป้าหมายหลักร่วมกัน คือ หยุดยั้งการกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

แม้ว่าต่อมา จะมีการยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และอยู่ในระหว่างวินิจฉัยว่านายธนาธร ต้องพ้นตำแหน่ง ส.ส. หรือไม่ กรณีมีหุ้นธุรกิจสื่อ (หุ้นวี-ลัค) และศาลมีคำสั่งไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด

แต่ก็มีแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยและ 7 พรรคพันธมิตร จะเสนอชื่อและลงมติสนับสนุนนายธนาธร แม้จะรู้ดีว่าไม่สามารถเอาชนะ ได้คะแนน 376 เสียงขึ้นไป (กึ่งหนึ่งของ ส.ส.+ ส.ว.)

เพราะขณะนี้ 7 พรรค มี ส.ส. รวมกันเพียง 246 ที่นั่ง ขณะที่ฝ่ายพลังประชารัฐ มี ส.ส. 254 เสียงแล้ว ยังไม่รวมกับเสียงของ ส.ส. ที่ คสช. แต่งตั้งอีก 250 คน

แต่หากมองเกมการเมืองแบบยาว ๆ แม้นายธนาธรจะแพ้เกมโหวตนายกฯ ในรัฐสภา ไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะแพ้เสียงข้างมาก แต่การถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ และมี ส.ส.ในกลุ่ม 7 พรรค มาโหวตสนันสนุนด้วยคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อย (ซึ่งมีการคาดการณ์ว่านอกจาก 246 เสียงของ 7 พรรคแล้ว อาจจะมีเสียงจาก ส.ว. จำนวนหนึ่งที่แตกแถวมาโหวตเลือกนายธนาธรด้วย)

ก็ถือเป็นการสร้างแรงกดดันต่อการทำหน้าที่วินิจฉัยคดีหุ้นสื่อ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งคดีความต่าง ๆ ที่นายธนาธรเข้าไปเกี่ยวข้องและกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเจ้าตัวระบุว่า มีอยู่มากถึง 7 คดี

การเสนอชื่อนายธนาธร เป็นนายกฯ จึงเป็นทั้งเกราะป้องกันคดีต่าง ๆ และเป็นการปลุกกระแสผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ให้ออกมากดดัน

หากจะมีการดำเนินการใด ๆ ต่อนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค หรือทำให้นายธนาธรต้องสิ้นสภาพ ส.ส. และเว้นวรรคทางการเมือง

แต่หากเสนอชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ และนายชัชชาติ โดยที่รู้อยู่แล้วว่าจะพ่ายแพ้ และไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมใด ๆ ทางการเมือง ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้

จึงต้องจับตาดูว่า ท้ายที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทยจะเปลี่ยนใจและหันมาเสนอชื่อนายธนาธร ซึ่งแม้จะแพ้ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ผลที่เกิดขึ้นน่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้อย่างไร หลังวันที่ 5 มิถุนายน

คอยติดตามนะคะ แล้วเราจะมาวิเคราะห์เพิ่มเติมค่ะ

เรื่อง: Talk Together
ภาพ: รัฐสภาไทย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here