ผลพวงจาก “โคราชวิปโยค” ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก จากฝีมือจ่าทหารคนหนึ่งได้นำมาซึ่งก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง เมื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตัดสินใจเดินหน้าปฏิรูปกองทัพบกให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

ในวงวิชาการ มีการทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลประโยชน์ของกองทัพ ในมิติเศรษฐศาสตร์ อย่างปี 2559 มีงานวิจัย “ทุนสีกากี: เศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยกองทัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดย นภิสา ไวฑูรเกียรติ และพอล แชมเบอร์ส

ล่าสุด สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ได้เรียกธุรกิจในค่ายทหารว่า “เสนาพาณิชย์” หรืออาจจะเรียกด้วยภาษาในทางทฤษฎีว่า “เสนาพาณิชย์นิยม”

“เสนาพาณิชย์นิยม” (Military commercialism) ซึ่งหมายถึงการที่ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประกอบการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นในระดับชาติ หรือระดับภายในของกองทัพที่ก่อให้เกิด “กระบวนการสะสมความมั่งคั่งส่วนบุคคล” กับนายทหารบางนาย

หม้อข้าวทหารบก

วันที่ 17 ก.พ.2563 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นตัวแทนกองทัพบกลงนาม “บันทึกข้อตกลง (MOU) ในโครงการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจของกองทัพบก ร่วมกับกรมธนารักษ์” โดยมีนายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นตัวแทนกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง

สาระสำคัญในการลงนามครั้งนี้ มี 2 กรณีคือ กรณีการใช้ที่ราชพัสดุของกองทัพบก ประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร และสิ่งปลูกสร้างในการจัดสวัสดิการภายในกองทัพบกเป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และกรณีการจัดสวัสดิการภายในกองทัพบก

โดยอ้างอิงกฎระเบียบ ดังนี้

1.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2547
2.ประกาศคณะกรรมการสวัสดิการข้าราชการเรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ
3.เงื่อนไขการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจประกาศ ณ วันที่ 8 ก.ค.2548

ที่ดินทหาร 1 ล้าน

ประเด็นหลักในการลงนามร่วมกองทัพบกกับกระทรวงการคลังครั้งนี้ คือ การแก้ไขปัญหาพื้นที่ราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองของกองทัพบก

ข้อมูลเมื่อปี 2558 จากงานวิจัยของวิทยาลัยกองทัพบก ระบุว่า กองทัพบกมีกรรมสิทธิ์ที่ดินราว 460,000 ไร่ และมีที่ดินที่ครอบครอง โดยไม่มีกรรมสิทธิ์มากกว่า 4 ล้านไร่ ซึ่งรวมทุกประเภทแล้ว กองทัพบกมีที่ดินอยู่ในครอบครองประมาณ 5 ล้านไร่

เนื่องจากในปัจจุบัน มีประชาชนบุกรุกที่ดินของทหาร ประมาณ 7 แสนไร่ หากเข้าไปขับไล่ ก็จะถูกกล่าวหาว่า รังแกประชาชน กองทัพบก จึงนำที่ดิน 1 ล้านไร่ มาให้กรมธนารักษ์ไปดำเนินการจัดสรรให้กับประชาชน โดยทำสัญญาเช่าครั้งละไม่เกิน 3 ปี เพื่อให้อยู่ในระบบและควบคุมไม่ให้มีการบุกรุก ทำให้มีรายได้เข้าแผ่นดินมากขึ้น และมีความโปร่งใสมากขึ้น

สวัสดิการภายในหน่วย

สวัสดิการกองทัพบก แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สวัสดิการภายในหน่วย กับสวัสดิการเชิงธุรกิจ

สำหรับสวัสดิการภายในหน่วย มีหลายเรื่อง ยกตัวอย่าง “โครงการออมทรัพย์” (อ.ทบ.) เงินที่ถูกหักจากเงินเดือนเพื่อการฝากของกำลังพลทุกเดือน จะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสวัสดิการให้กำลังพลกู้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และรายได้หลักเหล่านี้ จะถูกนำฝากไว้กับธนาคารทหารไทย (ในฐานะธนาคารของกองทัพ)

รายได้ที่เกิดจากเงินฝากเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสวัสดิการของทหารในกองทัพมากน้อยเพียงใด หรือมีการจัดแบ่งผลประโยชน์ให้แก่นายทหารระดับใดบ้าง และกำลังพลในกองทัพได้ผลตอบแทนจากการนี้เพียงใด

อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้ยังเป็นเรื่องของกองทัพบกจะดูแลกันต่อไป

สวัสดิการเชิงธุรกิจ

สำหรับการลงนามกับกรมธนารักษ์ในกรณีสวัสดิการเชิงธุรกิจ โดยให้มืออาชีพเข้ามาดูแล ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้มีการปรับรูปแบบการจัดสวัสดิการภายในของกองทัพบก ในบางกิจการเป็นการจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจ ซึ่งการกำกับดูแลของกองทัพบก แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

1.การจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจ กรณีปกติทั่วไป เช่น สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ตลาดนัด เป็นต้น ให้เรียกเก็บค่าเช่า ค่าธรรมเนียม ตามอัตราที่กำหนดตามระเบียบและคำสั่งที่ใช้บังคับ ณ เวลานั้น

2.การจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจกรณีพิเศษ ได้แก่ สนามมวย สนามกอล์ฟ สนามม้า และสถานพักฟื้นพักผ่อนให้เรียกเก็บค่าเช่าค่าธรรมเนียมตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ในเบื้องต้น จะมีสวัสดิการเชิงธุรกิจจำนวน 40 กว่าแห่ง เช่น สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ตลาดนัด กิจการสโมสร สนามมวยลุมพินี (รามอินทรา) สนามมวยกองทัพภาคที่ 2 สนามกอล์ฟกองทัพบก สนามกอล์ฟลานนา สนามกอล์ฟสวนสนปดิพัทธ์ สนามม้า และสถานพักฟื้นพักผ่อนกองทัพบก ที่เข้าเกณฑ์ของกรมธนารักษ์

กรมธนารักษ์จะส่งคนเข้ามาบริหารจัดการสวัสดิการเชิงธุรกิจ นำรายได้เข้าคลัง และจะนำรายได้ส่วนที่เหลือเข้ามาจัดสวัสดิการกลาง เช่น ทุนการศึกษาบุตรของกำลังพล ดูแลสวัสดิการกู้ยืมเงินให้กำลังพลชั้นผู้น้อย ค่าประกันชีวิตแก่กำลังพล

คลื่นทีวี-วิทยุ

อันที่จริง “เสนาพาณิชย์” ตามที่อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ศึกษาไว้ ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่กองทัพบกยังไม่ได้นำมาสะสางในครั้งนี้

ยกตัวอย่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในการแพร่ภาพกระจายเสียงในระบบวิทยุ โทรทัศน์ ข้อมูลเมื่อปี 2545 ระบุว่า กองทัพถือครองธุรกิจที่ใช้คลื่นความถี่จำนวนมาก ทั้งสถานีวิทยุโทศทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่สัมปทานคลื่นความถี่ให้สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 รวมถึงสถานีวิทยุ 245 แห่ง จากทั้งหมด 524 แห่ง

จากนี้ไป ก็ต้องจับตาดูว่า ความร่วมมือระหว่างกองทัพบกกับกรมธนารักษ์ จะจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินของกองทัพ และการบริหารแบบมืออาชีพในกลุ่มสวัสดิการเชิงธุรกิจ จะบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวังไว้หรือไม่

ขุมทรัพย์หรือเสนาพาณิชย์ ที่เหลืออยู่ในกองทัพบก จะมีการดำเนินการอย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าดูกันต่อไป

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here