ในยามที่บ้านเมืองเป็นปกติ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อใกล้สิ้นปี ทุกสำนักข่าวก็เฝ้าจับตามองว่า ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลจะรวมหัวกัน “ตั้งฉายา รัฐบาล–นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี” อย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั้งฉายาของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ในช่วงปลายปี เพื่อสะท้อนการทำงานของคณะรัฐมนตรีในรอบปี

ยกเว้นกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการภายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา หรือกรณีรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจหรือรัฐประหาร และกรณีสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ จะไม่มีการตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี

ว่ากันว่า การตั้งฉายาให้กับรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เริ่มมีตั้งแต่ปี 2523 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่บางปีก็เว้นวรรคเพราะเป็นช่วงรอยต่อรัฐบาล

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการยึดอำนาจ จึงไม่ถูกสื่อประจำทำเนียบตั้งฉายา ระหว่างการเป็นผู้นำรัฐบาล นับแต่ปี 2557

ปลายปี 2562 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง สื่อทำเนียบจึงตั้งฉายารัฐบาลประยุทธ์ เป็น “รัฐบาลเชียงกง” สะท้อนภาพรัฐบาลคล้ายแหล่งค้าขายอะไหล่มือสอง ประกอบกันขึ้นจาก ข้าราชการยุคก่อน และ นักการเมืองหน้าเก่า แม้ใช้ประโยชน์ได้ แต่ยังขาดความน่าเชื่อถือ สะท้อนความไม่มีเสถียรภาพ

สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับฉายา “อิเหนาเมาหมัด” ซึ่งเป็นการยกคำสุภาษิตไทย “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เปรียบแนวทางปฎิบัติ และนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่เห็นได้ชัดหลายเรื่อง มักจะตำหนิหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และ สุดท้ายก็กลับมาทำเอง

ทุกครั้งที่มีการตั้งฉายารัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี ปฏิกิริยาจากฝ่ายการเมือง ไม่มีใครชอบนักหรอก แต่นายกรัฐมนตรีแต่ละคน ก็มีวิธีการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก หลังทราบเรื่องฉายารัฐบาล และตัวนายกฯ แตกต่างกันไป

ยุคทักษิณและไทยรักไทย

ปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้รับฉายา “เศรษฐีเหลิงลม”

ปีที่พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก หลังพ้นข้อกล่าวหาซุกหุ้น ได้แสดงออกว่าต้องการบริหารประเทศ 8 ปี มีการใช้อำนาจอย่างมั่นใจ หากถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือติติง มักจะตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวและฉุนเฉียว

ปี 2545 นายกฯ ทักษิณ ได้รับฉายา “เทวดา”

การได้ควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง หากมีใครท้วงติง ทักษิณ ชินวัตร มักจะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ว่าไม่มีความรู้ ขาดความเข้าใจ เสมือนเป็นเทวดาที่ยึดติดความคิดตนเองที่ถูกต้องเพียงผู้เดียว

ปี 2546 นายกฯ ทักษิณ ได้รับฉายา “นายทาส”

ทักษิณ เป็นผู้ประกาศปลดปล่อยประชาชนให้พ้นจาก “พันธนาการ” ความยากจน ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และพ้นจากทาสไอเอ็มเอฟ แต่กลับนำกลไกของรัฐมาสร้างพันธนาการใหม่ให้กับประชาชนด้วยนโยบาย “ก่อหนี้” ทุกรูปแบบ ทั้งยังส่งเสริมระบบเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน เปรียบประหนึ่งว่ากำลังสนับสนุนค่านิยมเสี่ยงโชค อาจส่งผลให้ประชาชนต้องตกเป็นทาสการพนันไปในที่สุด

ปี 2547 นายกฯ ทักษิณ ได้รับฉายา “ผู้นำจานด่วน”

เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายของการเป็นรัฐบาลไทยรักไทยวาระแรก 4 ปี ทักษิณจึงคลอดนโยบายประชานิยมออกมามากมาย เพื่อรองรับการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2548

ปี 2548 นายกฯ ทักษิณ ได้รับ “พ่อมดมนต์เสื่อม”

แม้พรรคไทยรักไทยจะได้รับชัยชนะ มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ และเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่ปีนั้น ก็เริ่มมีผู้ออกมาวิพากษ์ทักษิณ โดยเริ่มจากนักวิชาการหัวก้าวหน้าที่บัญญัติคำว่า “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมา หลังจาก สนธิ ลิ้มทองกุล ได้จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ผ่านทีวีดาวเทียม ก่อให้เกิด“ปรากฏการณ์สนธิ” ท้าทายอำนาจรัฐบาลพรรคเดียว

ยุคอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์

ปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้รับฉายา “ใครเข้มแข็ง” และนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้รับฉายา “หล่อหลักลอย”

รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประกาศแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้ พ.ร.บ. และ พ.ร.ก.เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใส และการตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า การกู้เงินมากขนาดนี้มีการเอื้อประโยชน์ฝ่ายใดหรือไม่ จนนำมาซึ่งคำถามว่า ใครเข้มแข็ง

ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์ เนื่องจากภาพลักษณ์หน้าตาดี การศึกษาดี และเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ ให้คณะรัฐมนตรี ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อมีรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หลักที่เคยประกาศไว้จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้

ปี 2553 รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้รับฉายา “รัฐบาลรอดฉุกเฉิน“ และนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้รับฉายา ”ซีมาร์คโลชั่น”

เนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องเผชิญกับวิกฤตม็อบคนเสื้อแดง จนต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพื่อควบคุมสถานการณ์ จนสุดท้ายรอดจากวิกฤตต่าง ๆ รวมทั้งรอดพ้นจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนฉายา “ซีมาร์คโลชั่น” เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของอภิสิทธิ์ ทำได้เพียงเป็นการบรรเทาโรค ไม่ต่างจาก “ซีม่าโลชั่น” ทาแก้คันเท่านั้น

ยุคยิ่งลักษณ์และเพื่อไทย

ปี 2554 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้รับฉายา “ทักษิณส่วนหน้า” และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ฉายา “นายกฯ นกแก้ว”

เหตุเพราะไม่สามารถสลัดภาพของพี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไปได้ และการทำงานต่าง ๆ ในรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีพลัดถิ่น ยังคงมีบทบาทสูงทั้งในพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ขณะที่ยิ่งลักษณ์ได้รับฉายาว่า “นายกฯ นกแก้ว” จากความสวยเหมือนนกแก้ว แต่กลับไม่สามารถบินไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ต้องมีพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอด ได้แค่พูดตามบทที่เขียนไว้เท่านั้น โดยที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงอะไรและพูดผิดพูดถูกอยู่ตลอด

ปี 2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้รับฉายา “พี่ชายคนแรก” และนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้ฉายา “ปูกรรเชียง”

ฉายารัฐบาลพี่ชายคนแรก ล้อมาจากนโยบาย “รถคันแรก” และ “บ้านหลังแรก” เพราะรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศภายใต้เงาของพี่ชาย รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาก็มาจากเรื่องของพี่ชาย ทำให้ปัญหาปากท้องประชาชน ข้อครหาเรื่องทุจริตไม่ได้รับการแก้ไข

ส่วนฉายาว่า “ปูกรรเชียง” โดยล้อมาจากชื่อเล่น “ปู” ของนายกฯ ที่มีลักษณะเดินเซไปเซมา ไม่ตรงทาง เหมือนกับการบริหารงานที่ต้องแบกรับภาระ และใบสั่งจากพี่ชายที่ชื่อทักษิณ และพี่สาวที่ชื่อเยาวภา ทำให้ไม่เห็นผลงานเป็นรูปธรรม และเมื่อเกิดปัญหาทางการเมืองขึ้น เจ้าตัวก็มักจะตีกรรเชียงลอยตัวหนีปัญหา จนถูกฝ่ายค้านวิจารณ์อยู่เรื่อย ๆ

สรุป

การตั้งฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ของสื่อประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในทุกปี แต่ก็ไม่วายถูกนำไปประเด็นโจมตีกันทางการเมือง โดยเฉพาะซีกของนักการเมืองฝ่ายค้าน

หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม ฉายารัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในแต่ละรัฐบาล ก็คือบันทึกการเมืองไทยฉบับพิเศษ เพราะนักข่าวประจำทำเนียบก็พิจารณาการตั้ง “ฉายานักการเมือง” มาจากสภาพการเมืองไทยในเวลานั้นเป็นหลัก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here