ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย สะท้อนถึงทิศทางการตลาดและสถานการณ์ธุรกิจ SMEs ในช็อตเด็ด Together EP11

“ธันยวัชร์” ระบุ SMEs เป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจไทย ยอมรับ ปีหน้ายังเหนื่อยแต่อยู่รอดได้ หากมีแผนธุรกิจและการตลาดที่ดี ชี้ ทำธุรกิจในยุค 4.0 ต้องใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลวงจรธุรกิจของไทย

“อ. ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” ได้สะท้อนถึงทิศทางการตลาดในอนาคตให้จับตากลุ่มผู้บริโภค อายุ 16- 30 ปี เป็น
กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงผ่านช่องทางออนไลน์ และ อีกกลุ่มคือ อายุ 50+ จากการปลอดภาระทางครอบครัวโดยเฉพาะบุตรของคนในวัยนี้ ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาและดูแลตัวเองได้แล้ว กำลังในการซื้อจึงกลับมาที่คนกลุ่มวัย 50 + อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่กลุ่มน่าเป็นห่วงคือ วัยทำงาน 30+ กลุ่มนี้จะติดกับดักภาระจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น ซื้อ- ผ่อน บ้าน รถ คู่ขนานไปกับการสร้างครอบครัว กำลังซื้ออย่างอื่นจึงถูกตัดออกไป

อ. ธันยวัชร์ ได้ชี้ถึงธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ในยุค 4.0 คือธุรกิจที่ครอบคลุมระบบ Data และเทคโนโลยี แต่ 4.0 ก็มีมุมอันตราย ที่จะเป็นตัวทำลายระบบธุรกิจที่เคยอาศัยแรงงานจากมนุษย์ เนื่องจากภาคธุรกิจจะหันไปพึงพา Artificial Intelligence (AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ มากขึ้น แต่หลักการ Alibaba ได้ให้ AI เข้ามาทำงานในส่วนที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ หรือใช้งานให้เหมาะสมในหมวดหมู่ของงานด้าน สถิติ และ ประมวลผล ถึงจะเกิดความสมดุลและไม่ทำลายระบบธุรกิจด้วยการเลิกใช้ทรัพยากรมนุษย์

อ. ธันยวัชร์ แนะว่า การจะเป็นนักการตลาดที่ดี ต้องสามารถวางกลยุทธ์ วางแผนการทำงานให้ครบวงจรได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญต้องมีจิตวิทยาทางการตลาดด้วย

“ยุคนี้เราต้องมีพิมพ์เขียว วางแผนหาให้เจอแล้วทำให้ดี วางเป้าหมายของตัวเอง ถ้าคุณเป็นดวงอาทิตย์ไม่ได้ก็เป็นดวงดาว เป็นให้ดีที่สุด รุ่นใหม่ต้องคิดแบบนี้”

อ. ธันยวัชร์ ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ธุรกิจ SMEs ในขณะนี้ว่า ผู้ประกอบในกลุ่ม SMEs เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังในภาคธุรกิจไทย ที่ต้องได้รับการสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐขณะนี้หันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจในกลุ่ม Start Up มากกว่า ทั้งที่ธุรกิจในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรากฐานทางการเงินมาจากทุนส่วนตัวที่ค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว แต่เมื่อทิศทางเป็นเช่นนี้ ทางเดียวที่ SMEs ไทยจะอยู่รอดคือ ต้องช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด ส่วนในภาคการเกษตร 4.0 นั้น ได้แนะแนวทางว่า เกษตรออร์แกนิค ขนาดเล็กเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ แต่ควรจะจับพืชออร์แกนิคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ไม่ควรไปจับตลาดพืชเศรษฐกิจ เช่น อ้อย ข้าว เนื่องจากกลไกลราคาในตลาดมีความผันผวนสูง

SMEs ปีหน้า คุณต้องคิดว่าสู้กับฉลาม ถ้าหนีฉลามไม่ได้คุณตาย เราต้องใช้หลัก “สุริยคราส มาร์เก็ตติ้ง” ดวงจันทร์ ดวงเล็ก ๆ ก็สามารถบดบังให้พระอาทิตย์ดับได้ SMEs ก็สามารถโค่นยักษ์ใหญ่ได้เช่นกัน

ส่วนธุรกิจสื่อ อ. ธันยวัชร์ ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยยอมรับว่าการบริโภคสื่อในปัจจุบันน้ำหนักอยู่ที่โซเชียลมีเดีย เพราะมีจุดแข็งและข้อได้เปรียบสามารถเลือกเวลา เลือกคอนเทนต์ และ สามารถวัดเรตติ้งและรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาดูแบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตามยังเชื่อว่า สื่อหลัก ยังสามารถอยู่รอดได้ หากผลิตรายการที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างชัดเจนและต้องให้ความสำคัญ ที่คุณภาพของกลุ่มเป้าหมายมากกว่าปริมาณ
“ทีวีเป็นสื่อเดียวที่อินเตอร์เนตฆ่าไม่ตาย กระบวนการทำงานทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่มีคนดูเราผ่านแพลตฟอร์มอื่น รายการบนทีวี กับ ดูบนโซเชียล ต่างกัน โซเชียลเรารู้เลยว่าใครดูเราย้อนหลังก็ได้ รู้กลุ่มเป้าหมายชัดเจน สุดท้ายจะอยู่ได้ไม่เกิน 5 ช่อง สื่อทีวีต้องเอาคนนอกวงการมา เชื่อมโยงดูวิเคราะห์ทุกอย่างได้หมด คนในวงการดูไม่ออก บางช่องที่ไปได้รอดเพราะเค้ามีทั้งฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์”

อ. ธันยวัชร์ ได้วิเคราะห์ เศรษฐกิจปีหน้าไว้อย่างหน้าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นพาดหัวข่าว “ปีหน้าคนจนหมดประเทศ” เชื่อว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะสื่อถึงนโยบายที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กให้อยู่รอดมากกว่าที่จะแปลความหมายแบบตรงตัว โดย อ. ธันยวัชร์ ได้ทิ้งท้ายหลักในการทำธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า …

“คนจะรวย คือ เฮง และ เก่ง เฮง คืออยู่ถูกที่ถูกเวลาต้องอ่านให้ออกว่าธุรกิจที่ทำอยู่จะโอเคไหม ยุค 4.0 ปลาเร็วกินปลาช้า ดังนั้น เราอย่าไปทำในสิ่งที่เราไม่เก่ง อย่าเอาจุดอ่อนของเราไปทำธุรกิจ”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here