แฟลชม็อบนักศึกษา-นักเรียน ขยับทวงคืนประชาธิปไตย เป็นปรากฏการณ์พิเศษที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามอง เนื่องจากการเคลื่อนไหวใหญ่ของนักศึกษา-นักเรียน เคยเกิดขึ้นเมื่อ 47 ปีที่แล้ว

ดังที่ทราบ การยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เยาวชนหนุ่มสาวออกมาเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากพรรคอนาคตใหม่ ดึงดูดการสนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

สัปดาห์แรกของการชุมนุมของนักศึกษาทั่วประเทศ ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่สถานศึกษาในรูปแบบแฟลชม็อบและมีข้อเรียกร้องเป็นรูปธรรม

1.เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งเปิดทางให้มีรัฐสภาเลือกบุคคลที่ได้รับความเชื่อมั่น และมีศักยภาพ ในการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนได้ มาบริหารประเทศแทน

2.ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างอิสระ และให้มีการทำประชามติก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ม็อบวิบวับ

ถามกันเซ็งแซ่ว่า แฟลชม็อบของนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ จุดติดหรือยัง ? แฟลชม็อบจะไหลลงท้องถนนหรือไม่ ?

วันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้จัดกิจกรรมซ้อมชุมนุมใหญ่ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ในวันนั้น จึงเป็นการชุมนุมที่มีผู้เข้าร่วมหลากหลายวัย และมีความใกล้เคียงกับการชุมนุมใหญ่ ไม่ใช่แฟลชม็อบของนักศึกษา

กิจกรรมซ้อมชุมนุมใหญ่ ปิดท้ายด้วยการร้องเพลง “เพื่อมวลชน” เพลงประจำม็อบของวงกรรมาชน ยุคหลัง 14 ตุลา ไม่ใช่เพลง “ทุ่งฝันวันใหม่” ที่นิสิตเกษตรฯ เคยร้องตอนทำแฟลชม็อบ

ที่ขาดไม่ได้คือ การเปิดไฟจากมือถือของทุกคนส่องแสงสว่างไสว ซึ่งมีหลายคนเปรียบภาพการชุมนุมลักษณะนี้ว่า “ม็อบวิบวับ” ล้อเลียนชื่อเพลงฮิต “วิบวับ” ที่วัยรุ่นกำลังนิยม ยอดวิวในยูทูบทะลุ 130 ล้านวิว

ปรากฏการณ์แฟลชม็อบ หรือม็อบวิบวับ ยังมีแค่ติดแฮชแท็กในโซเชียล และมีเว็บไซต์กลางประสานงานเผยแพร่ปฏิทินการชุมนุมของแต่ละวัน แต่ละแห่ง

จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นผู้นำการชุมนุมแบบ “มืออาชีพ” ที่เข้ามาช่วยจัดตั้งการชุมนุมอย่างเป็นระบบ และทุนสนับสนุนการชุมนุม หากต้องยืดเยื้อ นี่คือสิ่งจำเป็น และปฏิเสธไม่ได้

การชุมนุมใหญ่ 14 ตุลา ก็มี “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” เป็นแกนกลาง มีการบริหารจัดการม็อบรายวันอย่างเป็นระบบตลอด 5 วันที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนเคลื่อนออกถนนราชดำเนิน

ใครคือผู้นำการชุมนุมใหญ่ ?

นักวิชาการอิสระหลายคนมองว่า การชุมนุมของนักเรียน-นักศึกษาครั้งนี้พิสูจน์ว่า การเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์สามารถนำไปสู่การชุมนุมในที่สาธารณะได้จริง แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่านี้ หากต้องการเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบ

พูดง่าย ๆ ว่า แฟลชม็อบจุดติดแล้ว แต่ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาต่อจากนี้คือ ใครหรือกลุ่มใดจะเป็นผู้นำการชุมนุมต่างหาก เพราะการมีผู้นำที่ชัดเจน จะช่วยกำหนดทิศทางของผู้ชุมนุมได้ และจะทำให้การชุมนุมมีประสิทธิภาพสูงสุด

เวลานี้ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” (Democracy Restoration Group – DRG) เป็นแกนกลางในการรวบรวมเครือข่ายนักเรียน-นักศึกษาทั่วประเทศ

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในนาม “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” (New Democracy Movement-NDM) อันเกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มอิสระในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ และกลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา

ภายหลังการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ในปี 2558 รังสิมันต์ โรม จึงยุบขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และก่อตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ขึ้นมาแทน

ปัจจุบัน ผู้นำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยคือ ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตแกนนำ “กลุ่มกราฟเสรีเพื่อประชาธิปไตย” มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และหนึ่งในผู้นำนักศึกษาในนาม “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย” (ศนปท.)

ชลธิชา แจ้งเร็ว เปิดเผยแผนการเคลื่อนไหวของพลังนักศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ

1.ระยะสั้น ช่วงนักศึกษาสอบกลางภาค กลุ่มแฟลชม็อบในแต่ละมหาวิทยาลัย จะสร้างเครือข่ายเชื่อมร้อยกันเพื่อกำหนดศูนย์การนำในแต่ละภาค

หลังสอบเสร็จ อาจจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยเพิ่มเวลาการชุมนุมจาก 3-4 ชั่วโมง เป็น 1 วันเต็ม เพื่อทดสอบการชุมนุมยืดเยื้อ

2.ระยะยาว ชุมนุมปักหลักพักค้าง โดยใช้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นสถานที่ชุมนุมใหญ่ ซึ่งยังกำหนดไม่ได้ว่าเมื่อใด ต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

พี่สอนน้อง

3 มีนาคม 2563 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำ “คณะอนาคตใหม่” ได้ใช้แฟนเพจสื่อสารถึงน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ บอกว่า การโค่นล้มเผด็จการ​ที่ฝังรากในสังคมไทยมายาวนาน ไม่ใช่เรื่องง่าย​

เฉพาะหน้าตัวเขา จะเปิดหลักสูตร “ต่อสู้เผด็จการ 101” เพื่อร่วมกันศึกษาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เครื่องมือ เทคนิควิธีการ ในการต่อกรกับเผด็จการ และเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ดังนั้น ธนาธรได้แนะนำหนังสือเล่มแรกชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง

ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเป็นองค์ความรู้และเครื่องมือต่อสู่เผด็จการให้กับขบวนการประชาธิปไตยในพม่า เมื่อปี 2537

26 ปีที่ผ่านไป ไม่ได้หมายความว่าหนังสือเล่มนี้ มันล้าสมัย ไม่ทันการณ์ หรือใช้ไม่ได้แล้ว อันที่จริง มันยังคงเป็น
คัมภีร์สำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ยีน ชาร์ป​ ได้รวบรวมวิธีการต่อสู้ โดยไม่ใช้ความรุนแรง​เอาไว้ถึง​ 198​ วิธี​ แบ่งออกเป็น​ 2-3​ ประเภทหลัก​ ๆ​ ได้แก่​ การจูงใจ​สร้างแนวร่วม​ การหยุดให้ความร่วมมือ​แก่รัฐบาล​ และการเข้าแทรกแซงโดยสันติวิธี​​ พร้อมทั้งเสนอข้อควรระวังในสถานการณ์​ต่าง​ ๆ​ และแนวทางการวางแผน​ยุทธศาสตร์​เพื่อต่อสู้ด้วย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แนะนำหนังสือการต่อสู้เผด็จการโดยสันติวิธี เหมือนจะส่งสัญญาณถึงคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มแฟลชม็อบ ต้องไม่ใจร้อน สุ่มเสี่ยง

หากขบวนการนักศึกษายุคใหม่ ประเมินสถานการณ์พลาด อ่านเกมคู่แข่งผิด โอกาสพ่ายแพ้มีสูง ธนาธรจึงต้องรีบออกมาเตือนน้อง ๆ ในวันนี้

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here