ภาษีกับการลงทุน - Facebook OG Image

“การลงทุน” ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนเลือกใช้เพื่อเพิ่มพูนรายได้

ในยุคใหม่ที่มนุษย์เงินเดือนไม่ได้มีรายได้จากงานประจำเพียงทางเดียว และเมื่อมีรายได้ที่เกิดจากการลงทุน สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องของ “ภาษี” ค่ะ

Talk Corner ตอนนี้จึงรวม 3 ประเด็นคำถามยอดฮิตเรื่องภาษีกับการลงทุน เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสู่การวางแผนภาษีที่เกิดจากการลงทุนกันค่ะ

ภาษีกับการลงทุน-1

ประเด็นยอดฮิตที่ 1 : รายได้จากการลงทุนอะไรบ้างที่ไม่ต้องเสียภาษีและอะไรบ้างที่ต้องเสียภาษี ?

รายได้จากการลงทุนที่ไม่ต้องเสียภาษี เช่น

– ดอกเบี้ยเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี
– ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาท
– ดอกเบี้ยจากการซื้อกองทุนตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน (Money Market)
– ปันผลที่เกิดจาการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ให้การยกเว้นภาษี 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน
– ดอกเบี้ยที่เกิดจากการถูกรางวัลสลากออมสิน
– ดอกเบี้ยและเงินปันผล จากสหกรณ์ออมทรัพย์
– เงินฝากประจำสำหรับผู้ที่อายุ 55 ปี ขึ้นไป
– เงินกำไรที่ได้จากการขายกองทุน RMF ที่ถือจนครบเงื่อนไข
– กำไรที่เกิดจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Capital Gain)
– ปันผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยบริษัทจดทะเบียนนั้นจะต้องเป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

รายได้จากการลงทุนที่ต้องเสียภาษี เช่น

– ปันผลจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เสียภาษีอัตรา 10%
– ปันผลจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์และทรัสเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เสียภาษีอัตรา 10%
– ปันผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ได้เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เสียภาษีอัตรา 10%
– ปันผลจากกองทุนหุ้นทั่วไป เสียภาษีอัตรา 10%
– ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในส่วนที่เกิน 20,000 บาท เสียภาษีอัตรา 15%
– กำไรที่เกิดจากการขายหน่วยลงทุนกองทุน RMF และ LTF ที่เกิดจากการขายผิดเงื่อนไข

ภาษีกับการลงทุน-2

ประเด็นยอดฮิตที่ 2 : ลงทุนกองทุนรวมควรเลือกให้ บลจ. หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย แบบไหนดีกว่ากัน ?

ในช่วงที่เราทำการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายกองทุน เจ้าหน้าที่จากบริษัทหลักทรัพย์มักจะถามว่า จะให้ทางบลจ. ทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายในส่วนของเงินปันผลเลยหรือไม่ แต่บลจ.บางแห่งก็ไม่ถาม ซึ่งเราก็สามารถแจ้งความประสงค์ได้

ในกรณีนี้หลายคนสงสัยว่าควรหรือไม่ควรให้หัก กรณีไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน (เงินปันผลที่เกิดจากกองทุนกฎหมายกำหนดให้จะต้องเสียภาษีอัตรา 10%)

ให้คุณย้อนกลับไปดูฐานภาษีของคุณเองว่าสูงกว่า 10% หรือไม่

ภาษีกับการลงทุน-2

หากฐานภาษีของคุณสูงกว่า 10% การให้ทางบลจ. หักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลยก็ถือว่าคุ้มค่า เนื่องจากคุณจะต้องนำรายได้จากเงินปันผลมารวมเป็นรายได้สุทธิ

และหากฐานภาษีของคุณคือ 20% รายได้จากเงินปันผลอาจทำให้ฐานภาษีของคุณเพิ่มสูงขึ้น แทนที่คุณจะเสียภาษี 10% ตามกฎหมายว่าด้วยปันผลกองทุน คุณจะต้องเสียภาษีเงินปันผลนั้นในอัตรา 20% หรือมากกว่านั้น

แต่หากฐานภาษีเราต่ำกว่า 10% เช่น 5% ตามหลักการแล้ว เมื่อคุณนำเงินปันผลมารวมเป็นรายได้สุทธิ จะทำให้คุณเสียภาษีน้อยลงคือ 5%

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีมักแนะนำว่า หากรายได้จากปันผลกองทุนไม่มากจนมีนัยยะ การเลือกให้ทางบลจ. หักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลยก็เป็นทางที่สะดวกมากที่สุด เพราะการมายื่นภาษีอีกจะมีความวุ่นวายซับซ้อน

ทั้งนี้ปันผลจากกองทุนรวม ผู้ลงทุนจะไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีคืนได้ แตกต่างจากปันผลจากการลงทุนในหุ้นรายตัวที่จะสามารถเครดิตภาษีคืนได้

ภาษีกับการลงทุน-3

ประเด็นยอดฮิตที่ 3 : ยื่นหรือไม่ยื่น เครดิตภาษีเงินปันผลจากการลงทุนหุ้นรายตัว ?

ถือเป็นคำถามยอดฮิตที่ถูกถามมากที่สุด หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเงินปันผลที่ได้จากการซื้อหุ้นรายตัว สรรพากรจึงให้สิทธิ์ในการเครดิตภาษีเงินคืนได้ แต่เงินปันผลที่จากการลงทุนอื่น ๆ ไม่สามารถเครดิตภาษีเงินคืนได้

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก เงินปันผลมาจากกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเสียภาษีไปแล้วในรูปภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อนำมาจ่ายเงินปันผล นักลงทุนที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าเสียภาษีซ้ำซ้อน

ดังนั้น รัฐจึงให้นักลงทุนขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืนได้ค่ะ (แต่ถ้าคุณลงทุนในหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เงินปันผลก็จะไม่ถูกหักภาษีและจะไม่สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลนั้นได้)

คุณนฤมล บุญสนอง กรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้เคยแนะนำเทคนิคไว้ โดยให้ย้อนกลับไปดูที่ฐานภาษีของเราเทียบเคียงกับฐานภาษีของบริษัทจดทะเบียนที่เราลงทุน (อัตราภาษีของบริษัทจดทะเบียนสามารถดูได้จากเอกสารแสดงรายการภาษีเงินได้เงินปันผลที่ทางบริษัทหลักทรัพย์ส่งให้นักลงทุน)

ภาษีกับการลงทุน-3

หากฐานภาษีของเรา สูงกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท เช่น ฐานภาษีเราอยู่ที่ 25% อัตราภาษีที่บริษัทจดทะเบียน อยู่ที่ 20% กรณีนี้นอกจากคุณจะไม่ได้เงินคืนแล้ว คุณยังมีโอกาสที่จะเสียภาษีเพิ่มอีกด้วย

แต่หากฐานภาษีของเรา ต่ำกว่าอัตราภาษีเงินได้ของบริษัท เช่น ฐานภาษีเราอยู่ที่ 10% อัตราภาษีที่บริษัทจดทะเบียน อยู่ที่ 20% กรณีนี้คุณจะมีโอกาสได้เงินคืนค่ะ

**แต่อย่าลืมว่าหากคุณยื่นขอเครดิตเงินคืนแล้ว จะต้องนำยื่นรายได้จากเงินปันผลของหุ้นทั้งหมดที่มีในพอร์ต จะเลือกเพียงรายการใดรายการหนึ่งไม่ได้**

อีกเทคนิคในเรื่องการพิจารณา ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี และคุณถนอม เกตุเอม บล็อกเกอร์ภาษีชื่อดังพูดตรงกันว่า หากคุณมีรายได้สุทธิต่อปีหลังหักค่าใช้จ่ายไม่เกิน 2 หรือ 3 ล้านบาท ส่วนใหญ่การเครดิตภาษีถือว่าคุ้มและคุณจะได้เงินคืน

แต่หากไม่แน่ใจลองกรอกแบบคำนวณก่อนยื่นภาษีก็เป็นอีกทางที่จะช่วยให้คุณทราบได้ว่าหากคุณเครดิตภาษีแล้วจะคุ้มหรือไม่คุ้ม

ปัจจุบันมีโปรแกรมทดลองการคำนวณภาษีก่อนยื่นแบบฯ มากมายทั้งเว็บไซต์ทั่วไป หรือจะเป็นเว็บไซต์ของกรมสรรพากรที่ www.rd.go.th

การทดลองกรอกก่อนเครดิตเงินคืนและไม่เครดิตเงินคืนเปรียบเทียบกัน จะช่วยให้คุณเห็นชัดว่าการที่คุณขอเครดิตนั้นคุ้มหรือไม่คุ้ม

บทสรุป

ภาษี แม้อาจจะดูเป็นเรื่องยากสักหน่อย ทั้งเรื่องกฎหมายและศัพท์เฉพาะมากมาย หากแต่ในฐานะพลเมืองผู้มีรายได้อย่างเรา ภาษีเป็นเรื่องจำเป็นที่เราควรจะศึกษาเอาไว้

เพราะนอกจากในฐานะพลเมืองที่ดีแล้ว การวางแผนภาษีอย่างชาญฉลาดยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินที่ดีอีกด้วยค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here