ย้อนรอยการลงมติเลือกนายก

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ปี 2540

ต้นกำเนิด “กลุ่มงูเห่า”

เป็นการเลือกนายกฯ แทนพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 40

พรรคร่วมรัฐบาลเดิม คือพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคประชากรไทย พรรคกิจสังคม พรรคเสรีธรรม และพรรคมวลชน มีมติและลงสัตยาบันจะสนับสนุนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาขึ้นเป็นนายกฯแทน โดยมีจำนวน ส.ส. รวมกัน 221 เสียง

แต่ต่อมาพรรคกิจสังคม (20 เสียง) และพรรคเสรีธรรม (4 เสียง) ย้ายขั้วมารวมกับพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเอกภาพ พรรคไท และพรรคพลังธรรม รวมเป็น 196 เสียง

ต้องการสนับสนุนนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ ส่วนฝ่ายรัฐบาลเดิม ก็เหลือ ส.ส. เพียง 197 เสียง ต่างกันเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

ทำให้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น คือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เดิมเกม แบ่ง ส.ส. 13 คน จาก ส.ส.ทั้ง 18 คน ของพรรคประชากรไทย หรือที่เรียกกันว่า “13 งูเห่า” นำโดยนายวัฒนา อัศวเหม

มาโหวตสนับสนุนนายชวน หลีกภัย และเอาชนะไปด้วยคะแนน 209 ต่อ 185 ทำให้นายชวน หลีกภัย ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ปี 2544

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 9 ก.พ. 2544 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เสนอชื่อนายทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งชนะเลือกตั้งมาด้วยคะแนน 248 เสียง เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคชาติไทย พรรคเสรีธรรม ด้วยเสียง 303 เสียง ต่อมาพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา ยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยอีก

ทำให้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงถึง 356 เสียง จากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 เสียง และเป็นรัฐบาลชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่อยู่ครบวาระ 4 ปี

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ปี 2548

หลังการเลือกตั้งวันที่ 6 ก.พ. 2548 ผลงานจากการอยู่บริหารประเทศจนครบวาระ 4 ปี ทำให้พรรคไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรโดยเด็ดขาด มี ส.ส. 377 เสียง จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว

แต่รัฐบาลไทยรักไทย บริหารประเทศได้เพียง 11 เดือน ก็ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หลังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเกิดความไม่พอใจจากสังคม

กรณี บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขายหุ้นให้กองทุนเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ และเกิดการชุมนุมประท้วงเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2549 นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

นำมาสู่การยึดอำนาจวันที่ 19 ก.ย. 2548 และมีรัฐบาลพลเรือนหลังยึดอำนาจ โดยมีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี มกราคม 2551

หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งรวบรวมเอาอดีต ส.ส. จากไทยรักไทยไว้ด้วยกัน

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคพลังประชาชน ได้ ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่ง และจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค

วันที่ 28 ม.ค. 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับการลงมติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 163 เสียง (เอาชนะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)

แต่อยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นตำแหน่ง กรณี การรับค่าตอบแทนจัดรายการชิมไปบ่นไป ทำให้ขาดคุณสมบัติ

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทย กันยายน 2551

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายสมัคร สุนทรเวช

โดยได้รับคะแนนสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เอาชนะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปได้ ด้วยคะแนน 298 ต่อ 163

รัฐบาลสมชาย ได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่เคยได้เข้าทำเนียบรัฐบาล เพราะมีการชุมนุมของกลุมพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลเอาไว้

ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิทางการเมืองหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค 5 ปี

กรณีการทุจริตเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ธันวาคม 2551

“ตำนานงูเห่า 2”

หลังจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินเกมดึง ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน มาโหวตสนับสนุนนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ว่างลง

พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม คือ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

ส่วนพรรคเพื่อไทยพยายามรวมเสียงกับ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนและพรรคประชาราชเพื่อสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ระหว่างนั้น นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งแม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปีจากกรณีที่พรรคไทยรักไทยถูกยุบในปี 2550 แต่มี ส.ส.ในกลุ่มเพื่อนเนวิน 24 คน (มากกว่างูเห่า 1 จึงถูกเรียกว่า “อนาคอนด้าการเมือง”)

ที่มีกระแสข่าวว่าไม่พอใจที่พรรคพลังประชาชนไม่สนับสนุนและผลักดันนายสมัคร สุนทรเวชให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่กลับสนับสนุนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ทำให้ ส.ส. กลุ่มเพื่อนเนวิน ย้ายข้างมาลงมติให้นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียง 235 เสียง ต่อ 198 เสียง

แต่ต่อมาเกิดการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 เรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และไม่พอใจที่มีการยุบพรรคพลังประชาชน มีเหตุการณ์รุนแรงหลายครั้งจึงต้องยุบสภา

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ปี 2554

การกลับมาของ “ชินวัตร”

นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ โดยไม่มีการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองอื่นเป็นคู่แข่ง

ทำให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เป็นนายกฯ หญิงคนแรก ด้วยคะแนนเห็นชอบ 296 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และ งดออกเสียง 197 เสียง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นตำแหน่ง หลังยุบสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 ธ.ค. 2556 และยังรักษาการ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากการรักษาการในวันที่ 7 พ.ค. 2557

เนื่องจากการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และต่อมาเกิดการรัฐประหารโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีออกนอกประเทศ เมื่อถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญา สั่งจำคุก 5 ปี ในคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2560

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 5 มิ.ย. 2562

แตกต่างจาก 7 ครั้งที่ผ่านมา คือ เป็นการประชุมร่วมรัฐสภา คือ มีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกันโหวตนายกฯ และต้องได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองสภาฯ คือ 376 เสียง จาก 750 เสียง

เรื่อง: Talk Together
กราฟิก: Talk Together

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here