อิลยา สมิร์นอฟ ​ผู้อำนวยการมูลนิธิสายเด็ก 1387 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความรุนแรงในเด็กที่เกิดขึ้นจากครอบครัว โรงเรียน ในรายการ Talk Together ดังนี้

ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กในสังคมไทย

คุณอิลยา เล่าว่า สังคมไทยถูกปลูกฝังด้วยวัฒนธรรมที่พ่อแม่ หรือครู มีอิทธิพลและมีอำนาจในการควบคุม และจำกัดสิทธิเสรีของลูก เพื่อให้อยู่ในความปกครองของตน ทำให้เกิดการลงโทษ สร้างความรุนแรงในเด็กจนเป็นความเคยชิน

สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก กลายเป็นเด็กเก็บกด และแสดงออกในพฤติกรรมที่ผิด ๆ

เด็กส่วนใหญ่ที่มีปัญหา จึงเลือกที่จะปรึกษาเพื่อน คนนอก มากกว่าการเดินเข้าหาพ่อแม่หรือครอบครัว เพราะเด็กมองว่า พ่อแม่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ใช้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่เพื่อตัดสินปัญหาของลูก และท้ายที่สุดมักจบด้วยความรุนแรง การดูถูก ด่า ดูหมิ่น ทำให้รู้สึกต่ำต้อย พยายามหาข้อเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจ

การสื่อสาร การทำความเข้าใจภายในครอบครัวจึงไม่เกิดขึ้น และปัญหาของเด็กก็ไม่ได้รับการแก้ไข หากพ่อแม่ ครู ผู้ปกครองยังคงเข้าใจว่า การเลือกใช้ความรุนแรงเป็นทางออกที่ถูกต้อง

การใช้สติปัญญาในการสื่อสาร​

การตีเด็ก ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องอย่างที่สังคมไทยเข้าใจ เพราะการตีเปรียบเสมือนการกระตุ้นความรุนแรงภายในครอบครัว และกระตุ้นให้เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง ส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว และนำไปแสดงออกกับผู้ที่อ่อนแอกว่า ซึ่งเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของพ่อแม่ ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงภายในโรงเรียน เด็กทำร้ายร่างกายกันในที่สุด

การใช้สติในการสื่อสาร เจรจาในเชิงสร้างสรรค์ แสดงความร่วมมือกับเด็ก สิ่งนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจปัญหาในเด็กได้ การสื่อสาร การพูดคุยบ่อย ๆ จะช่วยกระตุ้นสิ่งที่ถูกต้องจากภายในให้เด็กสามารถรับรู้ผิดชอบชั่วดีได้ด้วยตนเอง

รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ทำให้เด็กมีความมั่นใจ กล้าที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ผิด ๆ รวมทั้งช่วยลดปัญหาความรุนแรงในเด็กได้มากกว่าการลงโทษด้วยการตี หรือทำร้ายร่างกายเด็ก

รักวัวให้ผูกรักลูกให้ดี ต้องทำอย่างไร​

คุณอิลยา สมิร์นอฟ ​ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เด็กควรต้องมีวินัย โดยการที่ผู้ใหญ่ต้องใช้สติปัญญาเป็นปัจจัยในการสร้างวินัยจากภายในให้กับเด็ก ไม่ใช่ภายนอก เพราะการลงโทษ ก็เปรียบเสมือนปัจจัยภายนอก ที่ไม่ส่งผลดีต่อเด็ก ถ้าเด็กที่มีปัจจัยภายใน เค้าจะรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เช่น รถที่ไม่มีไฟแดงแต่เค้าจอดรถเมื่อมีคนเดินข้ามถนน สังคมเราต้องการคนที่มีปัจจัยภายในมากกว่า”

คุณอิลยา เล่าต่อว่า การใช้สุภาษิตไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” นั้น ไม่ควรนำมาใช้ เพราะไม่อิงจากหลักความเป็นจริง ๆ และชี้แจงว่า ในประเทศอินเดียที่มีการบูชาวัว ซึ่งถือเป็นสัตว์ของเทพนั้น ไม่มีการผูก ล่าม หรือตี วัว แต่จะปล่อยให้วัวเดินไปอย่างอิสระ และเลี้ยงดูอย่างดี

ผิดไปจากประเทศไทยมีการกล่าวว่ารักวัว แต่ยังมีการผูก ล่าม และเฆี่ยนตี ดังนั้น สุภาษิตที่ว่านี้ จึงไม่สามารถใช้ได้จริง หากคุณรักลูก จงปล่อยให้ลูกเป็นอิสระ ไม่ควบคุมหรือจำกัดการใช้ชีวิตมากเกินไป ให้เด็กได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง หากกระทำผิดให้อธิบาย พูดคุย สั่งสอน และกระตุ้นให้สำนึก

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here