“พ.ร.ก.ที่ออกมาคุมคริปโตเคอเรนซี เป็นงานท้าทายของผู้ใหญ่ ที่พยายามจะดูแลคน GEN Z หรือ คนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าในการลงทุน และเรียนรู้เทรนด์การลงทุนจากโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต่างจากคน GEN ก่อนหน้าที่จะมีความระมัดระวังในการออม”

เป็นประโยคที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนในการออก พ.ร.ก.ควบคุมคริปโตเคอเรนซีตามมุมมองของ
ปริญญ์ พานิชภักดิ์ แต่สิ่งที่เป็นผลตามมาของ พ.ร.ก.นี้โดยเฉพาะมาตราการในการเก็บภาษีมีคำถามตามมาว่า …สวนทางกับนโยบายสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพหรือไม่  เพราะการลงทุนคริปโตเคอเรนซี หลายรูปแบบมีความเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในกลุ่มสตาร์ทอัพไม่น้อย

“รัฐบอกว่าอยากช่วยคนตัวเล็ก กลุ่มนี้แหล่ะคือตัวเล็ก ถ้ารัฐอยากโปรโมทสตาร์ทอัพ ก็อย่าปิดโอกาสตรงนี้ กฎหมายภาษีที่รัฐออกมาตอนนี้มีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม บริษัทยักษ์ใหญ่ทางออนไลน์ตอนนี้มีการโฆษณา แต่กลับไม่เสีย VAT อย่างที่ควรจะเป็น กรมสรรพากร ทำไมไม่ออกมาเก็บรายใหญ่พวกนี้”

ปริญญ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงหัวใจของ พ.ร.ก. ด้านการลงทุนต่าง ๆ ที่ออกมาว่าต้องการันตีเรื่องความเชื่อมั่นของการลงทุน และต้องเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรเป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้อง
ผู้บริโภคเพียงด้านเดียว ซึ่งต้องอาศัยนักลงทุน รวมถึงผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ต้องรวมตัวกันสะท้อนถึงปัญหาให้เห็นอย่างชัดเจน

“ประเทศอื่น ออกกฎหมายคุมคริปโตเคอเรนซี เค้าออกมาพร้อมกับการติดอาวุธทางความรู้แล้ว อย่างของเราเร่งคุมก่อนที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปกป้องเร็วเกินไป อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์ มีกฎหมายคุมที่เป็นแบบขั้นบันได แต่ไทยก็โชคดีที่แบงค์ชาติ และภาครัฐไม่ได้รังเกียจ แต่ภาครัฐต้องกล้าที่จะให้กลุ่มนี้สร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง อย่าคุมมากเกินไป”

อย่างไรก็ตาม ปริญญ์ ยังเชื่อมั่นในเป้าหมายของนโยบาย 4.0 และดิจิตอลของภาครัฐ แต่ควรปรับรูปแบบปฏิบัติตามสถานการณ์ที่เป็นจริงด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ก่อให้เกิดความล่าช้าต่อการเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here