ห่วงจริยธรรม คุณภาพบุคลากร หวั่นซ้ำรอยโรงพยาบาล หลังโรงเรียนเข้าตลาดหุ้น

คุณมนตรี จอมพันธ์ คอลัมนิสต์วิเคราะห์การเมือง มองว่าการเปิดให้โรงเรียนเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และพร้อมมีการซื้อขายหุ้น ระดมทุนอย่างเป็นทางการ ถึงแม้กฎหมายจะไม่ได้ปิดกั้น แต่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าหากระบบการศึกษาต้องกลายเป็นธุรกิจอย่างเต็มตัวอาจจะมีปัญหา เรื่องคุณภาพบุคลากร จริยธรรม และคุณธรรม ซึ่งมีบทเรียนที่ชัดเจนจากการที่เปิดช่องให้โรงพยาบาลสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

“ ถ้าเราย้อนไปดูหลังจากธุรกิจโรงพยาบาล เมื่อเข้าตลาดฯ แล้วจะเห็นข่าวเรื่องการร้องเรียนค่ารักษาพยาบาล ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น เป็นปัญหาที่ตามมา เรื่องโรงเรียนถึงแม้กฎหมายจะไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีกำแพงเรื่องจริยธรรม ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่อยากให้ซ้ำรอยกับโรงพยาบาล การศึกษาต้องคำนึงถึงคุณภาพบุคลากรที่จะผลิตออกมารับใช้สังคมด้วย ค่อนข้างเป็นห่วง แต่มองต่างมุมได้ “

แบ่งเขตเลือกตั้งจบแล้ว รอลุ้นปลดล็อคการเมือง 7 ธันวาคมนี้

ส่วนประเด็นร้อนทางการเมือง ว่าด้วยเรื่องของการแบ่งเขตการเลือกตั้งของ กกต.ที่ดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ทั้ง 2 ฉบับ คุณมนตรี ระบุว่ามีคำถามเกิดขึ้นและมีการร้องเรียนตามมา เนื่องจากเกิดการกระจายตัวของฐานเสียง ผู้สมัครต้องลงไปทำความคุ้นเคยกับฐานเสียงใหม่ จนกลายเป็นความได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างแต่ละพรรคการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าถึงแม้จะมีการร้องเรียน แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เนื่องจากกฎหมายลูกได้ให้อำนาจ กกต. ในการออกระเบียบรวมถึงเป็นหนังสือคำสั่งโดยใช้ ม.44 จาก คสช.

ประเด็นสำคัญคือ เกมการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ?? 

คุณมนตรีฉายภาพให้เห็นว่า

“ต่อจากนี้ก็จะนำไปสู่มินิไพรมารีโหวต“

จริง ๆ สิ่งที่กำลังทำทุกวันนี้ไม่ต่างจากพิธีกรรม ที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ต้องรอความชัดเจนในวันที่ 7 ธันวานี้อีกที เป็นการประชุมร่วมแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งหลายคนบอกว่าตอนนี้เหลือแค่ 4 สาย แต่ที่จะรู้แน่ ๆ ในวันที่  7  ธันวา มี 2  เรื่องโดยเฉพาะเรื่องการปลดล็อค

 กกต. คุมเข้มหาเสียง ป้องกันนโยบาย ”ประชานิยม”

ส่วนบรรยากาศการเดินหน้าหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองนั้น คุณมนตรี ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่น่าสนใจว่า
กฎเกณฑ์ในการหาเสียงครั้งนี้ ต่างจากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาคือ นโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ต้องผ่านการเซ็นรับรองจาก กกต.ก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้หาเสียงได้ ซึ่งเป็นการแก้ไขบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นกับคำว่า “ประชานิยม”

“ ทุกนโยบายต้องผ่าน ให้กกต.เซ็นรับรองก่อน แล้วจึงเอามาหาเสียงได้ แต่ก่อนหาเสียงกันเกินเลยจนนำมาสู่ นโยบาย “ประชานิยม “คราวนี้แต่ละนโยบายของพรรค ต้องชี้แจงละเอียด กับ กกต. สตง.และ  สำนักงบฯ  ด้วยว่าจะเอาเงินจากไหนมาทำ เพราะทั้งหมดคือเงินภาษีของประชาชน”

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here