EP22-ศอฉโควิดพิชิตโรคระบาด-FB

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 โดยเบื้องต้นบังคับใช้เป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.2563

นั่นหมายถึงรัฐบาลจะจัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โควิด-19” เพื่อจะนำอำนาจตามกฎหมาย 38 ฉบับมาไว้ที่ “ศอฉ.โควิด”

หลังจากนี้ “ศอฉ.โควิด” จะมีการออก “ข้อกำหนด” ตามอำนาจ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไป ซึ่งในระยะแรก จะมุ่งลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ส่วนการปิด-เปิดอะไร เป็นมาตรการในระยะต่อไป

ทำไมต้องใช้ยาแรง ?

หลายคนอาจสงสัยว่า “พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558” และ “พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550” เอาไม่อยู่หรือ ? จึงเข็น “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ออกมาหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด

1.สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันมีความรุนแรงมากกว่าโรคระบาดในอดีต และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว

2.โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงในขณะนี้ ต้องมีกลไกที่เป็นมาตรการทางกฎหมายในการรับมือที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อความรุนแรงของการแพร่ระบาดโรคเป็นการเฉพาะ

3.กฎหมายทั้ง 2 ฉบับคือ พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 อาจไม่เพียงพอกับการรับมือ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่มีความรุนแรง

4.บทกำหนดโทษที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มีหลายมาตราที่ไม่เหมาะสม มีอัตราโทษที่น้อยเกินไป จึงทำให้บุคคลที่ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด ไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมกักตัวเอง 14 วัน

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องนำ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาใช้บังคับ คนจำนวนหนึ่งอาจมองว่า เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก

กฎหมายพิเศษ

สำหรับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีทั้งหมด 19 มาตรา เนื้อใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้คำนิยาม “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ซึ่งบัญญัติไว้ใน “มาตรา 4” ดังนี้

“สถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรืออาจทําให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทําความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจําเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดํารงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปิดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง”

พลันมีข่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คนไทยทั้งประเทศก็ให้ความสนใจ “มาตรา 9” ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากกว่ามาตราอื่น

“มาตรา 9 ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้น ให้นายกรัฐมนตรีมีอํานาจออกข้อกําหนด ดังต่อไปนี้

(1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กําหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น

(2) ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทําการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

(3) ห้ามการเสนอข่าว การจําหน่าย หรือทําให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นใดที่มีขอความอันอาจทําให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทําให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร

(4) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกําหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ

(5) ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ

(6) ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กําหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กําหนดข้อกําหนดตามวรรคหนึ่ง จะกําหนดเงื่อนเวลาในการปฏิบัติตามขอกําหนดหรือเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่กําหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม เพื่อมิให้มีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนเกินสมควรแกเหตุได้

ใครเป็นใครใน “ศอฉ.”

มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินคณะหนึ่ง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ

โครงสร้างศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 หรือ “ศอฉ.โควิด-19” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็น ผอ.ศอฉ. และนายประทีป กีรติเลขา รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง เป็นเลขานุการ ศอฉ.

ศอฉ.โควิด-19 ประกอบด้วย 8 ศูนย์ประสานงานในการปฏิบัติ 8 ด้าน ให้ปลัดกระทรวงในแต่ละด้านเป็นหัวหน้าศูนย์ฯ นั้น ประกอบด้วย

1.ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อ โควิด-19 โดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแล

2.ศูนย์ปฏิบัติการมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชน โดยกระทรวงมหาดไทย พลเรือน ตำรวจ ทหาร ร่วมกัน ดูแล

3.ศูนย์ปฏิบัติการด้านสื่อสังคมออนไลน์ ดูแลโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

4.ศูนย์ข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาจากโรคโควิด-19 ดูแลโดย สำนักนายกรัฐมนตรี

5.ศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศ และการดูแลคนไทยในต่างประเทศ มีกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกันดูแล

6.ศูนย์กระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน มีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบ

7.ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสินค้า มีกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบ

8.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนการปฏิบัติของทหาร-ตำรวจ มี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในนาม กองบัญชาการกองทัพไทย ทบ.-ทร.-ทอ.และ ตำรวจ รับผิดชอบงาน

เคอร์ฟิวส์หรือไม่ ?

การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน วันที่ 26 มีนาคม 2563 จะมีการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกนอกบ้านหรือไม่ ? ดูจะเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด

พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศ “เคอร์ฟิว” ตามมาตรา 9 (1) ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กําหนด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นบุคคลซึ่งได้รับยกเว้น

สรุปง่าย ๆ คือ ต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้ก่อน ถึงค่อยใช้อำนาจใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ประกาศเคอร์ฟิวได้

เบื้องต้น การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีมาตรการที่เข้มข้นในการป้องกัน ไม่ให้ประชาชนออกนอกกรุงเทพฯ โดยจะมีการตั้งด่านจุดตรวจ ด่านเส้นทางออกนอกกรุงเทพฯ ทุกด้านแม้ไม่ได้ห้ามออกนอก กทม. แต่ จะมีจุดคัดกรองตรวจว่าจะไปไหนทำอะไรมีเอกสารให้เขียน

หากต้องประกาศเคอร์ฟิว ก็จะมีมาตรการรองรับเรื่องระบบการขนส่งสินค้าอาหารจากต่างจังหวัด

การตั้ง “ศอฉ.” ปีนี้ ไม่ได้รับมือ “ม็อบการเมือง” ไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ทางการเมือง แต่สู้กับ “สงครามเชื้อโรค” เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ ที่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ต้องมีกลไกที่เป็นมาตรการทางกฎหมายในการรับมือที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อความรุนแรงของการแพร่ระบาดโรคเป็นการเฉพาะ

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงต้องประกาศใช้ และการจัดตั้ง “ศอฉ.โควิด-19” ก็ตามมา

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here