ส่องมุมคิด 3 กูรู กับเทคนิคการเก็บหุ้นเข้าพอร์ตระยะยาว - Featured Image

หากคุณคิดจะลงทุนในหุ้น

“การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต” นับเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะบอกได้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้นหรือไม่ เพราะหากคุณ “เลือกหุ้นถูกตัว” โอกาสที่คุณจะสร้าง “กำไร” เข้าสู่พอร์ตย่อมไม่ยาก

ในทางกลับกันถ้าคุณ “เลือกหุ้นผิดตัว” โอกาสที่คุณจะ “ขาดทุนและเจ๊ง” ก็มีมากเช่นกัน

Talk Corner ตอนนี้บิวมีโอกาสพูดคุยกับกูรูด้านการลงทุน 3 ท่าน ประกอบด้วย คุณแพท ภาววิทย์ กลิ่นประทุม คุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ และคุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส ถึงปัจจัยสำคัญลำดับแรกที่พวกเขาใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตสำหรับการลงทุนระยะยาว

หากใครสนใจการลงทุนหุ้นระยะยาวสไตล์เน้นคุณค่า (VI) บิวแนะนำให้อ่านบทความ ลงทุนหุ้นสไตล์เน้นคุณค่า (VI):เทคนิค 4 ข้อจากดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์ ค่ะ จะช่วยให้คุณเข้าใจและเห็นภาพมากขึ้นค่ะ

สำหรับ 3 ปัจจัยที่กูรูการลงทุนเลือกใช้ในการเก็บหุ้นเข้าพอร์ต มีดังต่อไปนี้ ค่ะ

Business Model

การลงทุนในหุ้นระยะยาวเปรียบเสมือนการเข้าเป็นเป็นเจ้าของธุรกิจ ดังนั้น Business Model หรือวิธีการทำธุรกิจ จึงเป็นเรื่องที่กูรูมองเป็นลำดับต้น ๆ ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต

“ถ้าเป็นการลงทุนหุ้นระยะยาวปัจจัยที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด คือ Business Model ของธุรกิจครับ”

คำกล่าวของคุณแพท ภาววิทย์ กลิ่นประทุม นักลงทุนหุ้นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ปรึกษาการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด เขาบอกว่า “ถ้าถามว่าอะไรคือ Business Model เราต้องตีความว่าหัวใจของธุรกิจนี้ทำเพื่ออะไร เราต้องมอง Business Model ของธุรกิจนั้นให้ออกว่าดีรึเปล่า ”

Business Model กับพื้นฐานกิจการเหมือนกันหรือไม่ ?

“ไม่เหมือนครับ พื้นฐานมีแค่งบการเงิน มีแค่ตัวเลข แต่ Business Model คือวิธีการทำธุรกิจ เช่น ถ้าเราเปิดพื้นฐานของสตาร์บัคส์กับ กลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ พื้นฐานอาจไม่ต่างกันมากมาย มันต่างกันที่ Business Model”

คุณแพทกล่าวเสริมว่า “เวลาจะเริ่มต้นลงทุน คนมักอยากได้ธุรกิจที่ลงทุนแล้วราคาขึ้น 10 เด้ง มีคนมาถามว่าธุรกิจ 10 เด้งต้องดูอย่างไร คุณต้องมาวิเคราะห์ Business Model ว่าเป็นธุรกิจที่แก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้คนหรือไม่ ต้องเป็นธุรกิจที่สำคัญ ถ้าลูกค้าขาดธุรกิจนั้นไม่ได้ แปลว่าธุรกิจนั้นก็ 10 เด้งแล้วครับ เช่น

ร้านสะดวกซื้อ 7-eleven คุณลองนึกว่าถ้าสักวันไม่มีธุรกิจนี้ ลูกค้าจะได้รับผลกระทบแค่ไหนหรืออีกธุรกิจที่เห็นชัดอย่าง ปตท. เป็นธุรกิจที่คนขาดไม่ได้เช่นกัน เรายังต้องใช้น้ำมัน

แต่สิ่งสำคัญคือเรื่องราคาที่จะเข้าซื้อครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหุ้นที่มี Business Model ที่ดีแบบนี้แล้วราคาลงเยอะ ๆ นั่น คือ “จังหวะ” ที่น่าเข้าลงทุน

ถ้าเราวิเคราะห์ตรงนี้ออก มันง่ายแล้วครับ หมายความว่าเราหาแค่ “จังหวะซื้อ” ไม่ต้องหา “จังหวะขาย” ถ้าคุณ “ซื้อถูก” ก็กำไรแล้ว คนส่วนใหญ่ที่เล่นหุ้นแล้วผิดพลาดคือเขามักจะต้องหา 2 จังหวะ ถ้าซื้อผิดก็ขายผิดตาม ส่วนใหญ่ซื้อแพงสุดท้ายก็ขายตอนราคาถูกและขาดทุนในที่สุด

 

สิ่งที่สำคัญคือ คุณหาจังหวะซื้อได้ถูกรึเปล่า ผมมองหุ้นเป็นที่ดินซื้อแล้วถือมูลค่าไม่ลดลง กรณีถ้าซื้อถูกตัวนะครับ แต่ถ้าคุณซื้อผิดตัวจะเหมือนซื้อมะม่วง คือถือแล้วมูลค่าลด เน่าเสียไปในที่สุด แต่การที่คุณจะซื้อถูกตัวให้ดู Business Model ก่อนเลยครับ” คุณแพทกล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับคุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Jitta.com เว็บไซต์ช่วยการลงทุนและประเมินหุ้นสัญชาติไทย fintech ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้

เขาบอกตรงกันว่า “อย่างแรกที่ผมพิจารณาคือเรื่องของ Business Model อาจจะค่อนข้างนามธรรมสักหน่อย แต่เป็นตัวสะท้อนว่ากิจการจะยั่งยืนรึเปล่าถ้า Business Model ดีมาก จะสร้างขีดความสามารถเชิงการแข่งขันสูง (Competitive advantage) เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกว่าคูเมืองจะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

ตัวอย่างธุรกิจที่มี Business Model ที่ดีมาก เช่น ธุรกิจ AMAZON ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจนี้ เจฟฟ์ เบโซส์ ขึ้นแท่นบุคคลที่รวยอันดับหนึ่งของโลก เขาขายของบนเว็บไซต์ AMAZON ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้กำไรมาก แต่ว่ารายได้โต 30- 40% ต่อปี ต่อเนื่อง แย่งมาร์เก็ตแชร์ของสินค้าอื่น ๆ

เบโซส์เน้นขายทุกอย่าง เมื่อขายของได้ในปริมาณที่มากขึ้น เขาจะยิ่งขายได้ในราคาที่ถูกลงกว่าคู่แข่ง เพราะมี Economy of scale ในขณะเดียวกันก็ส่งฟรีด้วย จึงสามารถครองใจลูกค้าได้

ผมเคยไปอ่านเรื่องราวของ AMAZON เจฟฟ์ เบโซส์ เจ้าของโหดร้ายไม่ใช่เล่น ถ้ามีร้านอื่น ๆ ขายสินค้าอะไร เขาจะนำมาขายแข่งทันทีและตัดราคาพร้อมส่งฟรี

ในขณะที่คู่แข่งต้องทำตามคือลดราคาลงมาสู้เพื่อ match price และส่งฟรีเช่นกันจึงจะขายได้ พอทำอย่างนี้ต่อเนื่องคู่แข่งจะเจ๊งไปเรื่อย ๆ เพราะทุนไม่หนาเท่า AMAZON นี่คือตัวอย่างของกินรวบครับ เราต้องมอง Business Model ที่กินรวบ ต้องแย่งส่วนแบ่งตลาดได้เรื่อย ๆ เมื่อคู่แข่งหายไปบริษัทจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

หรืออีกตัวอย่างคือ Priceline เจ้าของ Agoda เจ้าของ Booking.com ออนไลน์เอเจนซี่ เป็นธุรกิจที่มี Business Model ที่ดี

ในอดีตถ้าจะจองตั๋วเครื่องบินเราต้องไปที่เอเจนซี่ ปัจจุบันพอมีธุรกิจที่รวมข้อมูลไว้ที่เดียว มีโรงแรมเข้ามาลิสต์ในเว็บไซต์จำนวน 1 แสนกว่าโรงแรม ทำให้ Priceline สามารถกดต้นทุนไปดีลกับโรงแรมให้กดราคาต่ำกว่าปกติทั่วไป และต่ำกว่าเอเจนซี่ได้ (เพราะเอเจนซี่มีโรงแรมแค่ 100 ราย อำนาจต่อรองจึงต่างกัน)

พอราคาต่ำกว่าคนก็เข้ามาใช้บริการผ่าน Priceline มากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดเป็น positive rope พอคนยิ่งเข้าเว็บไซต์เยอะเขาก็ยิ่งไปต่อราคาได้ถูกลงเรื่อย ๆ ราคาถูก ลูกค้าก็ยิ่งเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ตอนนี้คู่แข่งอันดับ 2 ของเขาทิ้งห่างพอสมควรแล้ว นี่คือความสำคัญของการมอง Business Model ให้ขาดในหุ้นที่เราจะเข้าลงทุนครับ” คุณเผ่ากล่าว

อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น หรือ ROE (Return on Equity)

คุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Jitta.com ได้กล่าวเพิ่มเติมไว้ว่า นอกเหนือ Business Model แล้วหากดูตัวเลขงบการเงินประกอบด้วย จะช่วยในการคัดเลือกหุ้นแม่นยำมากขึ้น เพราะ 2 ปัจจัยนี้เป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน

เขาบอกว่า “เชิงตัวเลขเรโชที่ชอบมากที่สุดคือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น หรือ ROE (Return on Equity) กำไรหารด้วยสัดส่วนผู้ถือหุ้น (ตัวเลขนี้สามารถดูได้ในงบการเงิน เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์มีงบการเงินหุ้นทุกตัว)

หมายความว่า บริษัทสามารถเอาส่วนทุนที่มีอยู่ไปสร้างกำไรได้ปีละเท่าไหร่ ถ้า ROE 20% ต่อปี เท่ากับว่าถ้าเราซื้อบริษัทที่มี return เท่านี้ เราจะได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 20% ต่อปีไปเรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าดีมากครับ

หากบริษัทสร้างผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นได้ดี สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อมาคือบริษัทต้องเติบโตควบคู่กันไปด้วย ถ้ารายได้กำไรเติบโต ROE ดีด้วย บริษัทจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวครับ

แต่สมมุติว่าถ้าการเติบโตน้อยหน่อยแต่ ROE ดี ก็ยังสามารถทำให้ราคาหุ้นดีธุรกิจมีความสม่ำเสมอ สุดท้ายเหมือนเราเอาเงินฝากธนาคารได้ 1% แต่ถ้า ROE 20% จะเหมือนกับการเราเอาเงินไปฝากบริษัทนี้แล้วเงินโต 20% หมายความว่าเงินเราไม่หายแน่นอน แต่ถ้าจะมองในระยะยาว จะต้องมีการเติบโตดีด้วยบวก ROE ดี ยิ่งสบายครับ” คุณเผ่ากล่าว

อัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัท

อีกหนึ่งกูรูการลงทุนที่บิวมีโอกาสได้พูดคุยคือ คุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการอำนวยการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทิสโก้ จำกัด

ในมุมของนักลงทุนสถาบัน ปัจจัยที่เขาใช้เลือกหุ้นเข้าลงทุนในระยะยาว เขาจะดูที่ “อัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัท” เป็นปัจจัยหลัก

คุณธีรนาถบอกว่า “เราต้องคาดการณ์ว่ากิจการหรือบริษัทที่เราจะเข้าลงทุนว่ามีอัตราการเติบโตของผลกำไรมากเท่าไหร่โดยให้ดูในเชิงเปรียบเทียบทั้ง 3 มิติ คือ

1.เปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตโตกี่เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะโตกว่าที่คาดหรือไม่

2.เปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

3.เปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ทั้งหมดในตลาดด้วย

ถ้าถามว่าจะลงทุนระยะยาว ปัจจัยหลักคืออัตราการเติบโตของผลกำไร หรือ Earnings Growth สิ่งที่ต้องดูต่อคือถ้า Earnings Growth ดี ต้องดูต่อว่า เราเห็นอยู่คนเดียวรึเปล่า หรือตลาดรับรู้ไปแล้วมักจะสะท้อนออกมาในรูปของ PE ที่สูงมาก

เพราะฉะนั้น ปัจจัยในการพิจารณาที่จะเข้าไปลงทุนว่า ควรจะเข้าจังหวะนี้เลยหรือควรรอก่อน

  1. อัตราการเติบโต

2. ดูราคา PE ต่ำอาจจะตัดสินใจเข้าลงทุนได้เลย แต่ถ้า PE สูงอาจจะต้องรอก่อนครับ”

ในฐานะนักลงทุนสถาบัน คุณธีรนาถมีปัจจัยรองที่ใช้ประกอบการคัดเลือกหุ้น ซึ่งตรงนี้เขาออกตัวถ้าเป็นนักลงทุนหุ้นรายตัวอาจจะไม่ได้ดูเรื่องนี้มากนัก

“ปัจจัยอื่นซึ่งเป็นปัจจัยรองคือเรื่อง Fund Flow (เงินทุนเคลื่อนย้าย) เป็นเหมือนจรวดสำรอง ถ้าบริษัทดี Earnings Growth สดใส จะมีนักลงทุนในประเทศสนใจอยู่แล้ว

แต่นักลงทุนต่างชาติจะเป็นเหมือนแรงกระตุ้นแรงขับ ถ้าฝรั่งมองหุ้นเอเชียดี เม็ดเงินก็ไหลเข้ามา เราก็จะได้อานิสงค์ด้วย อย่างช่วงที่ผ่านมา Fund Flow เป็นบวกทำให้ set เป็นบวกด้วย

โลกเชื่อมกันหมดต้องดูต่างชาติ ตรงกันข้าม ถ้าหุ้นเราดีแต่ฝรั่งออกเราก็ไม่ต้องตกใจ ถือข้ามช็อตไป ไม่เช่นนั้นเราจะขายหมูเหมือนฝรั่งครับ” คุณธีรนาถกล่าว

บทสรุป

Business Model อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และอัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัท

ปัจจัยหลักที่ 3 กูรูเลือกใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ต อาจมีความเหมือนหรือต่างกันบ้างในบางประเด็น แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกท่านมีเหมือนกันก็คือ การวิเคราะห์อย่างละเอียดรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

คุณสามารถนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตของคุณได้ค่ะ

ที่สำคัญคือ คุณต้องเลือกและพินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำการบ้านให้หนัก มิใช่ซื้อตามใครหรือซื้อตามคำใบ้หุ้นที่ได้ยินต่อ ๆ กันมา สุดท้ายเชื่อว่า

“คุณจะซื้อหุ้นถูกตัว ได้หุ้นถูกใจและสามารถสร้างกำไรในระยะยาวได้ค่ะ”

โชคดีมีความสุขกับการลงทุนกันทุกคนนะคะ😊

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here