ปีใหม่ที่ผ่านมา สื่อมวลชนตั้งฉายา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่า “พิทักษ์ 1 กึ่งทศวรรษ”

ความหมายคือ ปี 2563 เป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ในตำแหน่ง ผบ.ตร. เรียกได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการสีกากี โดยปกติเก้าอี้ผู้นำตำรวจนั้นจะอยู่ครบวาระหรืออยู่ยาวนาน เป็นเรื่องยากมาก

อย่างไรก็ตาม ปีสุดท้ายในตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็ถูกท้าทาย ด้วยการถูกร้องเรียนเรื่องโครงการไบโอเมตริกซ์ หรือเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตำรวจคนเข้าเมือง (สตม.) วงเงิน 2,100 ล้านบาท รวมถึงการจัดซื้อรถตรวจการไฟฟ้า 260 คัน วงเงิน 900 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อมีการปัดฝุ่นเรื่องเก่า ๆ กรณีการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ชานันท์ ชัยจินดา บุตรชายคนโตของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จากตำแหน่ง รอง สว.กก.3 กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ บช.ตชด. ไปดำรงตำแหน่ง ผบ.ร้อย กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ บช.ตชด. ทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งรอง สว.ไม่ครบ 7 ปี ตามหลักเกณฑ์

เก้าอี้อาถรรพ์

ในประวัติศาสตร์ของกรมตำรวจ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอธิบดี และ ผบ.ตร. ถูกเด้งก่อนเกษียณอายุราชการ ดูจะเป็นเรื่องปกติ

ทำนองเดียวกัน ในรอบ 20 ปีมานี้ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. จะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน เฉลี่ยคนละไม่เกิน 1-2 ปี เพราะในแวดวงตำรวจจะมีนายตำรวจที่คอยจ้องสนองตอบตัณหาของนักการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรม เพียงขอให้ได้สกัดกั้น เลื่อยขา เหยียบหัวรุ่นน้อง ข้ามหัวรุ่นพี่ ไปสู่ตำแหน่งที่ตนเองปรารถนา โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมใด ๆ

มาย้อนดูเส้นทางนายตำรวจใหญ่ ที่ก้าวขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.คนแรก จนถึงคนที่ 11 ซึ่งแต่ละคนก็เผชิญวิบากกรรมแตกต่างกันไป

ผบ.ตร.คนที่ 1 ประชา

ผบ.ตร.คนที่ 1 : พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก (16 ตุลาคม 2541 – 30 กันยายน 2543)

16 ตุลาคม 2541 กรมตำรวจ ถูกยกฐานะขึ้นเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจถูกยกฐานะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.อ.ประชา ดำรงตำแหน่งผู้นำตำรวจในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงพอดี จึงเป็นอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และได้เป็น ผบ.ตร.คนแรก เฉพาะการอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.ก็ประมาณ 2 ปี

พล.ต.อ.ประชา ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.เพื่อก้าวลงสู่สนามการเมือง โดยไม่อยู่ถึงเกษียณอายุราชการเพื่อเปิดทางในเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร.

ผบ.ตร.คนที่ 2 พรศักดิ์

ผบ.ตร.คนที่ 2 : พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ (1 ตุลาคม 2543 – 30 กันยายน 2544)

พล.ต.อ.พรศักดิ์ อยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.จนครบอายุเกษียณราชการ เป็นเกียรติประวัติ แต่ในยุคนั้น ก็ถือกันว่า พล.ต.อ.พรศักดิ์ ไม่ได้มีบทบาทในการพัฒนาองค์กรตำรวจเท่าไรนัก เพราะเวลาสั้นมากแค่ 1 ปี

ผบ.ตร.คนที่ 3 สันต์

ผบ.ตร.คนที่ 3 : พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ (1 ตุลาคม 2544 – 30 กันยายน 2547)

พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ในยุคทองของรัฐบาลทักษิณ แม้จะมีหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่หนุนหลังอยู่ แต่ก็ไม่ทำให้ พล.ต.อ.สันต์ สามารถรอดพ้น อยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการได้ เมื่อถูกฝ่ายการเมืองเด้ง จากข้อกล่าวหาไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

ผบ.ตร.คนที่ 4 โกวิท

ผบ.ตร.คนที่ 4 : พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (1 ตุลาคม 2547 – 22 เมษายน 2550)

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ หนึ่งในผู้ร่วมทำรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ แม้จะมีเพื่อนร่วมรุ่นชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. แต่ก็ถูก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) สั่งมาช่วยราชการ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการเดือนกันยายน 2547

ผบ.ตร.คนที่ 5 เสรีพิศุทธ์

ผบ.ตร.คนที่ 5 : พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส (1 ตุลาคม 2550 – 8 เมษายน 2551)

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แม้จะเหลืออายุราชการอีกเพียงไม่กี่เดือน แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูก สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น สั่งมาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะมีปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการใน สตช.

ผบ.ตร.คนที่ 6 พัชรวาท

ผบ.ตร.คนที่ 6 : พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ (8 เมษายน 2551 – 30 กันยายน 2552)

พล.ต.อ.พัชรวาท เข้านั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. ได้ไม่นาน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ก็ย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีตอนนั้น มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาปฏิบัติราชการในตำแหน่งเดิม มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2551

ปี 2552 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี อันเนื่องจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีอาญาและวินัยร้ายแรงจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 ต่อมา พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร.

ผบ.ตร.คนที่ 7 วิเชียร

ผบ.ตร.คนที่ 7 : พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี (2 กันยายน 2553 – 14 ตุลาคม 2554)

พล.ต.อ.วิเชียร ได้เป็น ผบ.ตร. เพราะส่วนหนึ่งรัฐบาล ปชป. ไม่มีตัวเลือกนายตำรวจระดับ พล.ต.อ.มากนัก เมื่อยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ได้มีการโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ไปนั่งเลขาธิการ สมช.

ผบ.ตร.คนที่ 8 เพรียวพันธ์

ผบ.ตร.คนที่ 8 : พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ (26 ตุลาคม 2554 – 30 กันยายน 2555)

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ขึ้นมาเป็น ผบ.ตร. ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 1 ปี ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555

ผบ.ตร.คนที่ 9 -อดุลย์

ผบ.ตร.คนที่ 9 : พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (1 ตุลาคม 2555 – 24 พฤษภาคม 2557)

พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นหนึ่งในผู้ทำการรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.อดุลย์ พ้นจากตำแหน่ง ผบ.ตร. เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแต่งตั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ผบ.ตร.คนที่ 10 สมยศ

ผบ.ตร.คนที่ 10 : พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง (1 ตุลาคม 2557 – 30 กันยายน 2558)

พล.ต.อ.สมยศ ได้รับการแต่งตั้งเป็น สมาชิก คสช. และอยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการ เมื่อ 30 กันยายน 2558

ผบ.ตร.คนที่ 11 จักรทิพย์

ผบ.ตร.คนที่ 11 : พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา (1 ตุลาคม 2558 – ปัจจุบัน)

เส้นทางชีวิตตำรวจที่ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น เป็น มือประสานสิบทิศ ทำงานได้กับทุกฝ่าย ทุกรัฐบาล

4 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นความเป็นผู้นำ ทำงานแบบถึงลูกถึงคน เป็นนายที่ไม่ทิ้งลูกน้อง และเป็นตำรวจที่เข้าใจความทุกข์ของคนไทย ทำให้ภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูดีขึ้นมาก เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่นในสายตาของพี่น้องประชาชนคนไทย

ถ้ายืนหยัดมั่นคง ไปจนครบเกษียณในวันที่ 30 กันยายน 2563 เท่ากับอยู่ครบ 5 ปี สร้างประวัติศาสตร์กันเลยทีเดียว เพราะโดยปกติเก้าอี้ผู้นำตำรวจนั้น จะอยู่ครบวาระหรืออยู่ยาวนาน เป็นเรื่องยากมาก เปรียบเป็นมวยก็เข้ายกสุดท้ายแล้ว ต้องมีทั้งถีบถอย ดักต่อย เดินเข้าต่อยด้วย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here