EP08-เสียบบัตรเอื้ออาทร-FB

สภาเสื่อม – รัฐบาลทรุด

กว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จะผ่านวาระ 2 และวาระ 3 มาได้ พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องออกแรงลุ้นคะแนนโหวตกันทุกมาตรา

จู่ ๆ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต ส.ส.พัทลุง เปิดประเด็น “เสียบบัตรแทนกัน” ของ ส.ส.ซีกรัฐบาล 2 คน ในวันที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ซึ่งการ กระทำดังกล่าว อาจทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับปัจจุบัน ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หลังจากนั้น ได้มีการเผยแพร่คลิป ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เกี่ยวกับการกระทำของ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว

เสียบบัตรเอื้ออาทร

กรณีเสียบบัตรแทนกัน ในสภาผู้แทนฯ ชุดปัจจุบัน แยกออกเป็น 2 กรณี

กรณีแรก 2 ส.ส.ภูมิใจไทย ไม่อยู่ในสภาฯ ระหว่างโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 แต่มีชื่อโหวตรับด้วย ได้แก่ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

มีข้อน่าสังเกตว่า ทั้งนาที และฉลอง เป็นคู่แค้นทางการเมืองของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง

กรณีที่สอง มีคลิปภาพ ส.ส.ภูมิใจไทย คนหนึ่งถือบัตรลงคะแนนในมือมากกว่าหนึ่งใบ ก่อนที่จะเสียบบัตรลงคะแนนเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่าหนึ่งครั้ง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.2563

อีกคลิปหนึ่ง มี ส.ส.หญิง พรรคพลังประชารัฐคนหนึ่ง วางบัตรลงคะแนนบนโต๊ะ 2 ใบ ก่อนจะหยิบบัตรลงคะแนนเสียบเข้าไปในเครื่องลงคะแนนมากกว่า 1 ครั้ง เหตุเกิดวันที่ 10 ม.ค.2563

ทั้งสองคลิปมาจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ที่ระบุว่า เป็นเหตุการณ์การลงมติในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563

สำหรับกรณีแรก ส.ส.ฉลอง ยอมรับว่า ออกมาจากห้องประชุมจริง แต่รีบไปทำธุระสำคัญจึงลืมเสียบบัตรคาไว้ แต่ไม่ทราบจริง ๆ ว่า ใครหวังดี กดลงมติให้ ส่วน ส.ส.นาที ชี้แจงว่าวันดังกล่าวลาไปต่างประเทศ

ส่วนกรณีที่สอง ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.สิงห์บุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า “ยืนยันว่าเป็นไม่ได้เป็นการลงคะแนนแทนกัน แต่เป็นการช่วยกันลงคะแนน”

สืบเนื่องจากสภาผู้แทนฯ ได้ยืมห้องประชุมจันทราของวุฒิสภาใช้ ซึ่งมีที่นั่งเพียง 300 ที่นั่ง ขณะที่ ส.ส.มีจำนวน 500 คน จึงทำให้ช่องเสียบบัตรมีจำกัด จึงเกิดเหตุการณ์ “ช่วยเพื่อนเสียบบัตร” โดยที่เจ้าตัวเองก็อยู่ในห้องประชุมสภาฯ และประเด็นช่วยกันลงคะแนน จึงเป็นที่มาของวลีล้อเลียน “เสียบบัตรเอื้ออาทร”

ด้าน ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ฟังธงกรณีคลิป ส.ส.เสียบบัตรลงคะแนนแทนกันว่า ไม่ว่าจะเสียบบัตรแทนกันในกรณีใด ก็ทำไม่ได้ แม้เครื่องลงคะแนนในห้องประชุมมีไม่เพียงพอ ส.ส. ก็ไม่สามารถฝากบัตรเสียบแทนกันได้

บรรทัดฐานจากอดีต

ขณะนี้ มีเสียงวิจารณ์ดังเซ็งแซ่ว่า พฤติกรรมเสียบบัตรแทนกันดังกล่าว จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ.2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ต้องโมฆะไปเช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท หรือไม่ ?

ย้อนไปดูการพิจารณาคดี ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น รถไฟความเร็วสูง ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อปี 2557 สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์

เนื่องจากในการโหวตลงมติครั้งนั้น มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้การกระทำเสียบบัตรแทนกัน จึงมีการนำเรื่องดังกล่าวสู่ศาลรัฐธรรมนูญ

12 มี.ค.2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท “ผิดรัฐธรรมนูญ” เพราะการกดบัตรลงคะแนนแทนกันของ ส.ส. ทำให้กระบวนการตราร่างกฎหมายนี้ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ที่พึ่งคือศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อเกิดเหตุ “เสียบบัตรเอื้ออาทร” อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ วิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล พร้อมกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 90 คน ได้เข้าชื่อยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ใน 3 ประเด็น

1.กระบวนการร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ขัดหรือแย้งกับหลักการการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 120 หรือไม่

2.หากมีปัญหา จะมีปัญหาทั้งฉบับหรือเฉพาะมาตราที่มีปัญหา

3.จะดำเนินการในแต่ละกรณีต่อไปอย่างไร

ด้านพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็จะยื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กระบวนการตราร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?

โดยกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ กว่าที่จะมีคำวินิจฉัย ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 เดือน

ถ้ากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีบางส่วนที่ขัดหรือแย้ง และต้องกลับไปให้ ส.ส. – ส.ว. ลงมติใหม่บางส่วน ซึ่งกว่าจะใช้งบประมาณปี 2563 นี้ได้ ก็ราวเดือนเมษายน

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ตกไปทั้งฉบับ และอาจต้องเสนอใหม่ทั้งหมด ก็จะทำให้เลยปีงบประมาณ 2563 ความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศ คงยากจะคาดเดา

ไปต่ออย่างไร ?

บรรทัดฐานจากแนวคำวินิจฉัยเมื่อปี 2557 ว่า เมื่อกระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบย่อมจะต้องตกไปทั้งฉบับ ไม่ได้ตกไปเฉพาะบางมาตรา ซึ่งการให้บุคคลลงคะแนนแทนตนเอง ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลใดย่อมฟังไม่ขึ้น แม้ผู้นั้นจะอยู่ในห้องประชุมขณะที่มีการลงคะแนนก็ตาม ทำให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตกที่นั่งลำบาก

เมื่อเกิดเหตุล่าช้าในการใช้งบประมาณ 2563 เม็ดเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลหวังกระตุ้นเศรษฐกิจยามวิกฤติสงครามการค้าและวิกฤติเศรษฐกิจ

จากปัญหาดังกล่าว จึงมีผู้เสนอทางออกไว้ดังนี้

1.ออกเป็นพระราชกำหนดพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ตามวงเงินที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแก้ไขแปรญัตติแล้ว 3.2 ล้านล้านบาท และนำพระราชกำหนดดังกล่าว เข้าผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

2.ออกพระราชกำหนดวงเงินให้กระทรวงการคลัง ใช้เงินลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวนหนึ่ง ซึ่งการออกพระราชกำหนดนั้นถือเป็นอำนาจฝ่ายบริหารที่สามารถกระทำได้ในยามจำเป็นเร่งด่วน

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 105 วัน ถ้าพิจารณาไม่เสร็จตามกรอบเวลา ก็ให้ถือว่าพิจารณาเสร็จแล้ว ตามมาตรา 143 ซึ่งอาจเป็นทางรอดของฝ่ายรัฐบาล แต่ฝ่ายค้านคงไม่เห็นด้วย

เวลานี้ ฝ่ายค้านก็ดักทางไว้แล้วว่า รัฐบาลไม่สามารถออกเป็น พระราชกำหนดได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุว่าต้องทำเป็นร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น ถ้ารัฐบาลออก พ.ร.ก.จะเท่ากับขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านก็ต้องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลประยุทธ์ กำลังเผชิญมรสุมงบประมาณฯ ชนิดคาดไม่ถึง อันเนื่องมาจากพฤติกรรมไม่รับชอบต่อหน้าที่ของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเอง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here