ปมธุรกิจในค่ายทหาร เรื่องเงินกู้สร้างบ้านสวัสดิการกองทัพบก เป็นชนวนเหตุที่ทำให้ “จ่าทหาร” กราดยิงที่นครราชสีมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 คน รวมผู้ก่อเหตุ บาดเจ็บ 58 คน รวมผู้ประสบเหตุ 88 คน กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศไทย

“จ่าสิบเอก”ผู้ก่อเหตุกราดยิง ได้กู้เงิน อทบ.เคหะสงเคราะห์เพื่อปลูกสร้างบ้าน ซึ่งกรมสวัสดิการทหารบก จะให้ทหารกู้เงินไปสร้างบ้านได้ ลักษณะเหมือนกันกับธนาคารทั่วไป

การกู้เงินจะต้องมีที่ดิน มีการสร้างบ้านจริง จุดนี้จึงทำให้ทหารชั้นประทวน ที่มีความฝันอยากมีบ้าน แต่ไม่มีโฉนดที่ดิน จึงใช้บริการของเจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรร ที่รู้กลไกและระเบียบของกองทัพบกในการจัดหาหลักฐานเพื่อให้กู้เงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งต้องมีขั้นตอนให้ “ผู้บังคับบัญชา” อนุมัติด้วย

โครงการเงินกู้ให้ทหารสร้างบ้านนี้เป็นโครงการที่ดี ที่จะให้ทหารได้มีโอกาสมีบ้านพักเป็นของตัวเอง เพียงแต่ “วิธีการกู้เงิน” ที่กลายเป็นช่องว่างให้เกิดการหาผลประโยชน์จากเงินกู้สวัสดิการกองทัพบก ที่มีทั้งเงินค่าหัวคิว เงินทอน และเงินส่วนต่าง ที่หลายคนเคยถูกโกงแบบที่ “จ่าสิบเอก” คนนั้นประสบด้วยตัวเอง

บทเรียนจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ จึงต้องกลับไปค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจาก “หน่วยงาน” ต้นสังกัดของจ่าสิบเอกด้วย

อย่างไรก็ตาม ความไม่ชอบมาพากลเรื่องธุรกิจบ้านสวัสดิการนั้น เป็นเหตุปัจจัยภายนอก แต่เรื่องสุขภาพจิต ปมลึกในใจของจ่าสิบเอกก็เป็นเหตุปัจจัยภายในที่ต้องศึกษาและหาทางป้องกันในอนาคต

ต้นตอระบบอุปถัมภ์

ธุรกิจในค่ายทหาร เป็นความสัมพันธ์กันระหว่าง “นาย” กับ “ลูกน้อง” หรือ “ผู้อุปถัมภ์” กับ “ผู้ใต้อุปถัมภ์”

ผู้อุปถัมภ์เป็นผู้ซึ่งมีฐานะทางสังคมสูง มีอำนาจ และบารมีทั้งในทางการเงิน และการปกครองบริหาร ขณะเดียวกัน “นาย” ก็จำต้องมีลูกน้องคอยประดับบารมี รวมตลอดทั้งคอยช่วยเหลือในการทำงาน ทำราชการ เพราะจะอยู่โดดเดี่ยวแต่ผู้เดียวไม่ได้

ดังนั้น เราจึงเห็น “นาย” ที่ผูกใจลูกน้อง ด้วยการมีใจนักเลง ถึงลูกถึงคน เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อลูกน้อง ทั้งในทางตำแหน่งหน้าที่ และในทางการเงิน

ระบบราชการทหารเป็นที่ทราบกันดีว่า มีความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ที่สูง อัตราความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานจะขึ้นอยู่กับ “ผู้ใหญ่” ของเหล่าทหารนั้น ๆ

นายเอาเปรียบลูกน้อง

เคยมีงานวิจัยเรื่อง “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์” ในกองพลทหารราบแห่งหนึ่ง โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผลการวิจัยพบว่า มีความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่สูงที่สุดในเรื่อง “ไม่ขายเพื่อน คือข้อคิดในการทำงานที่ดี” และรองลงมาคือ เรื่อง “บุญคุณต้องทดแทน” เป็นค่านิยมที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าควรกระทำต่อไป

ผลวิจัยเรื่องดังกล่าวมีข้อสรุปดังนี้
1.ทหารที่ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์มากกว่าผู้ที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป

2.นายทหารที่จบจากสถาบันการศึกษาที่ไม่ใช่ของทหาร จำเป็นต้องพึ่งพาระบบอุปถัมภ์ในการทำงานมากกว่าผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาของทหารโดยตรง

3.ชั้นยศที่ต่ำกว่าสัญญาบัตร ต้องการผู้อุปถัมภ์ เพื่อความก้าวหน้ามากว่าทหารสัญญาบัตร

สรรพสิ่งมี 2 ด้าน ด้านบวกของระบบอุปถัมภ์ ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีพี่ มีน้อง มีรุ่น มีเพื่อน แต่ด้านลบ ก็เป็นกดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบของ “นาย” ที่มีต่อ “ลูกน้อง”

ล้างบางธุรกิจลายพราง

ในการแถลงข่าวของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก หลังเกิดเหตุการณ์ “จ่าสิบเอก” ก่อเหตุกราดยิงที่นครราชสีมา ตอนหนึ่งได้กล่าวถึงปมขัดแย้งระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า มาจากโครงการบ้านสวัสดิการ การกู้เงิน การร่วมมือระหว่างหน่วยทหารกับพ่อค้า มีการวิ่งเต้น ซึ่งตนไม่อยากลงรายละเอียด และเรื่องทั้งหมดนี้ตนทราบ และรับรองว่าอีก 3 เดือนต่อจากนี้ ตั้งแต่ระดับนายพลถึงระดับพันเอกหลายคนไม่มีงานทำแน่

นอกจากนี้ พล.อ.อภิรัชต์ เตรียมลงนามระหว่างกองทัพบกกับราชพัสดุ กระทรวงการคลัง ทำ “สวัสดิการพาณิชย์” ดึงกิจการสโมสรกองทัพบก บ้านพักชายทะเล สนามมวย สนามม้า สนามกอล์ฟของหน่วยมาอยู่ “ทบ.ส่วนกลาง” ให้เอกชนประมูลโปร่งใส นำรายได้เข้าคลัง ปิดฉาก “เงินนอกงบประมาณ” ที่เคยถูกตั้งคำถามในคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ มาก่อนหน้านี้

หาก พล.อ.อภิรัชต์ ที่เหลืออายุราชการ 7-8 เดือน กล้าตัดสินใจทำดังที่แถลงมาข้างต้น ก็นับว่าเป็น ผบ.ทบ.คนแรก ที่แสดงความกล้าหาญทลายแหล่งผลประโยชน์ในค่ายทหาร และในกองทัพ ล้างภาพ “เขตทหารห้ามเข้า” น่าจะเยียวยาความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ ที่เผชิญโศกนาฏกรรมอันเกิดจากน้ำมือจ่าสิบเอกทหารบกคนหนึ่ง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here