5 เรื่องเงินที่คุณควรรู้ก่อนลาออกจากงาน

มีเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่ทำให้คนคนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากงานค่ะ ไม่ว่าจะเป็น

“อัพเงินเดือนอัพตำแหน่ง”
“หมด passion กับงานเก่า”
“ไปทำธุรกิจของตัวเอง”

หรือแม้แต่ออกจากงานไปเลี้ยงลูก ฯลฯ

แต่ไม่ว่าเหตุผลของคุณคืออะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมการและวางแผนเรื่องการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากวางแผนไม่ดี อาจกระทบถึงแผนชีวิตในอนาคตของคุณได้ค่ะ

Talk Corner ตอนนี้บิวสรุปเรื่องเงินทองที่คุณควรรู้ก่อนลาออกจากงาน คุณควรศึกษารายละเอียดไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ บางคนใช้ 1 ใน 5 ข้อนี้เป็นส่วนประกอบก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะลาออกดีหรือไม่ มีอะไรบ้างไปดูพร้อมกันค่ะ

1. พร้อมรึยัง! เงินสำรองฉุกเฉิน

เงินสำรองฉุกเฉิน

แม้ไม่ต้องออกจากงาน ก็ต้องสะสมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ตลอด

เงินสำรอง เป็นเงินที่เราไม่อาจทราบได้ว่าจะต้องใช้ตอนไหน ส่วนใหญ่ตามสูตรการเงินบอกไว้ว่าเงินสำรองฉุกเฉินควรมีไม่น้อยกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน (หรืออาจมากกว่านั้นแล้วแต่คุณกำหนด)

แต่หากคุณวางแผนออกจากงานเพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัวหรือฟรีแลนซ์ ควรสำรองไว้อย่างน้อย 1-2 ปี ขึ้นไปของค่าใช้จ่ายเลยก็ได้ นั่นหมายความว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตและธุรกิจ คุณยังสามารถต่อลมหายใจอยู่ต่อไปได้อีก 6 เดือน – 2 ปี โดยไม่เดือดร้อน

เงินก้อนนี้จึงจำเป็นมากสำหรับคนที่คิดลาออกจากงานโดยที่ยังหางานใหม่ไม่ได้

แต่ถ้าคุณไม่มีเงินสำรองเลยแล้วรีบตัดสินใจลาออกจากงาน ฟันธงได้เลยว่าคุณมีสิทธิลำบากแน่นอน! ส่วนใหญ่ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ หลายคนมักเลือกที่จะหางานใหม่ให้ได้ก่อน แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องดูความพร้อมของเงินสำรองด้วยว่ามีเพียงพอหรือไม่ ชีวิตคุณจะได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นค่ะ

2. ทบทวนเงื่อนไขของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทเอกชน และเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิ่งที่คุณต้องรู้คือคุณจะได้รับเงินจากกองทุนเป็นจำนวนเท่าไหร่ จะต้องเสียภาษีอย่างไร

เช่น หากเป็นการออกจากงานโดยไม่ครบเงื่อนไขที่ทางกองทุนตั้งไว้ จำนวนเงินสมทบจากนายจ้างที่คุณจะได้รับจะไม่เต็ม 100% (ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท) รวมไปถึงอัตราการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งขึ้นอยู่กับระยเวลาการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

บิวมีวิธีการคิดคำนวณภาษีสำหรับคนที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วลาออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี มาให้ดูค่ะ

ถ้าคุณเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ < 5 ปี

เงินก้อนที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งมีการแจกแจงประเภทของเงินสะสมและเงินสมทบรวมถึงผลประโยชน์ของทั้ง 2 ก้อน ให้คุณนำเงินที่เป็นส่วนเงินสมทบ และผลประโยชน์ของทั้งเงินสะสมและเงินสมทบไปรวมกับเงินได้ทั้งปี เพื่อคำนวณภาษีค่ะ

ถ้าคุณเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ > 5 ปี

คุณสามารถเลือกเสียภาษีแบบรวมกับเงินได้ทั้งปี หรือจะเสียแบบแยกยื่นก็ได้ โดยให้นำเงินที่ได้รับจากกองทุนเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสมทบ ผลประโยชน์ของเงินสะสม และผลประโยชน์ของเงินสมทบไปคำนวณภาษี โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เท่ากับ 7,000 บาท คูณจำนวนปีที่ทำงาน เหลือเท่าใดหักออกอีกครึ่งนึงแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาค่ะ

อย่าคิดหลบเลี่ยงทำให้ถูกต้องเถอะค่ะ มิเช่นนั้นจะถูกเบี้ยปรับและปัญหาที่จะตามมาอีกเพียบเลย

สำหรับคนที่ลาออกเพื่อเปลี่ยนงาน คุณควรสอบถามที่ทำงานใหม่ของคุณด้วยว่ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่

ถ้ามี คุณสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเดิม ไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งใหม่ เพื่อเป็นการออมเงินต่อเนื่องระยะยาวไว้ใช้ในยามเกษียณได้ค่ะ

ที่สำคัญ หากเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณยังไม่เข้าเกณฑ์ได้รับยกเว้นภาษี ถ้าคุณถอนออกเป็นเงินก้อนจะต้องนำเงินนี้ไปรวมกับเงินได้เพื่อเสียภาษีด้วย

ในทางตรงกันข้าม หากคุณใช้สิทธิโอนไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งใหม่หรือกองทุน RMF คุณไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินก้อนค่ะ

คุณสามารถศึกษาเคล็ดลับการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้มีประสิทธิภาพ บิวแนะนำให้อ่าน 5 กองทุนเพื่อการเกษียณ ที่ช่วยให้คุณถึงเป้าหมายการออมเร็วขึ้น

3. อย่าลืมทำความเข้าใจเรื่องเงินชดเชยกรณีว่างงานจากประกันสังคม

เงินประกันสังคม

ข้อนี้ใครที่ออกจากงานโดยที่ยังไม่ได้งานใหม่จะต้องยิ้มออก แม้สถานะคนว่างงานฟังดูอาจจะปวดใจสักหน่อย

สำหรับพนักงานบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคมโดยจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน มาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน และคุณยังอยู่ในสถานะคนว่างงาน ยังไม่มีงานใหม่รองรับ คุณจะได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน

ในกรณีการลาออกจากงานทั่วไปจะได้รับในอัตรา 30% ของเงินเดือน โดยคิดที่อัตราเงินเดือนสูงสุดที่ 15,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าคุณมีเงินเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป คุณจะได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน 4,500 บาท ต่อเดือน เป็นระยะเวลาตลอด 3 เดือน ที่ว่างงาน รวมแล้วคือ 13,500 บาท

แต่สิ่งสำคัญที่คุณต้องทำหลังออกจากงานคือ คุณต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนรายงานตัวกับสำนักงานจัดหางาน กรมการจัดหางาน ในพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ว่างงาน

4. ตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาล

ตรวจสอบสิทธิ์การรักษาพยาบาล

เมื่อลาออกจากบริษัทหรือองค์กร นอกเหนือจากการหมดสภาพความเป็นพนักงานขององค์กรแห่งนั้นแล้ว สิทธิอื่นที่ต้องหมดไปด้วยคือ สวัสดิการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ สิทธิรักษาพยาบาล อาทิ ประกันสุขภาพ ประกันสังคม เป็นต้น

อย่าลืมตรวจสอบให้ดีนะคะ โดยเฉพาะคนที่ลาออกจากงานถาวร การวางแผนเรื่องการทำประกันสุขภาพเพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรื่องเจ็บป่วยไม่เข้าใครออกใคร อย่าประมาทเป็นอันขาดค่ะ

ส่วนใครที่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนที่เป็นผู้ประกันตนอาจโชคดีหน่อย เพราะสิทธิการรักษาพยาบาลยังไม่หมดในทันที

ประกันสังคมต่ออายุสิทธิรักษาพยาบาลของคุณต่อเนื่องไปอีก 6 เดือนหลังลาออกจากงาน หมายความว่า หากคุณเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร หรือแม้กระทั่งตายในช่วง 6 เดือน นับแต่วันออกจากงานคุณสามารถใช้สิทธิจากประกันสังคมได้

ส่วนใครที่อยากวางแผนเรื่องการรักษาพยาบาลหลังออกจากงานหรืองานที่ใหม่ไม่มีประกันสังคม ก็สามารถไปสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้เพื่อส่งเงินเองต่อเนื่อง ประกันสังคมจะดูแลคุณใน 6 กรณี คือประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ตาย ทุพพลภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพค่ะ

สำหรับอัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม เป็นจำนวน 432 บาทต่อเดือนค่ะ (ผู้ที่จะสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน จะต้องเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 มาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน และลาออกมาแล้วไม่เกินกว่า 6 เดือน จึงจะสมัครมาตรา 39 ได้ค่ะ)

5. อย่าลืมคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีบางประเภทใหม่

ข้อสุดท้ายนี้พิเศษโดยเฉพาะคนที่มีรายได้สูงและเสียภาษีค่อนข้างมากที่คิดจะลาออกค่ะ

เนื่องจากรายได้มีผลต่อการนำไปคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีที่ทางภาครัฐมอบให้

เช่น การซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

กองทุน LTF

ใครที่ซื้อกองทุน LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี กฎหมายกำหนดเงื่อนไขว่าจำนวนเงินที่ซื้อได้ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี และต้องถืออย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน

แบ่งได้ 2 กรณีนะคะ คือลาออกและย้ายที่ทำงานใหม่แล้วมีรายได้เพิ่มมากขึ้น หรือลาออกและย้ายที่ทำงานใหม่แล้วมีรายได้ลดลง

เรื่องรายได้ที่เปลี่ยนไปนี้ มีผลต่อการคำนวณภาษีและสิทธิลดหย่อนภาษีค่ะ

ถ้าคุณมีรายได้ต่อปีมากขึ้น และซื้อ LTF โดยคำนวณจากรายได้เดิม ก็ไม่ได้ผิดเงื่อนไขอะไรเพราะคุณซื้อไม่เกิน 15% ของรายได้อยู่แล้ว (ยกเว้นคุณจะซื้อเกิน 500,000 บาทต่อปี)

แต่หากรายได้ต่อปีคุณลดลง แต่คุณยังซื้อ LTF ในจำนวนเดิมคือ 15% ของรายได้ (เดิม) เท่ากับว่าคุณผิดเงื่อนไขใช้สิทธิ์ลดหย่อนเกิน ผลที่ตามมาคือสรรพากรเรียกค่าปรับ

รวมไปถึงตอนที่คุณขายคืนกองทุน LTF ที่คุณทำผิดเงื่อนไข (ซื้อเกินวงเงินและถือไม่ครบ 7 ปีปฏิทิน) กำไรส่วนต่างเเละเงินปันผลที่ได้ จะต้องนำไปคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีด้วย (ปกติถ้าทำตามเงื่อนไขคุณจะได้รับการยกเว้นภาษี)

หากคิดจะลาออก ก็อย่าลืมดูเรื่องภาษีของคุณด้วยนะคะ

บทสรุป

อย่าให้การลาออก ส่งผลให้แผนการเงินของคุณต้องสะดุดหรือสร้างปัญหาตามมา

การที่คุณลาออกงาน ไม่ได้จบเพียงแค่การยื่นใบลาออกเท่านั้น ยังมีเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาเป็นพรวน ทางที่ดีศึกษาข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้พร้อมเสมอดีที่สุดค่ะ 😊